สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 14 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2556


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
“ชาวบ้านสิเขียนรายงานวิจัยได้จั๋งได๋?”
 

“ชาวบ้านสิเขียนรายงานวิจัยได้จั๋งได๋?"

สุวรรณา บัวพันธ์

“ชาวบ้านสิเขียนได้บ่ ? ให้เว้าให้ฟังแทนได้บ๊อ ?” เป็นคำถามของนักวิจัยชาวบ้านหลายทีมที่ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น แล้วถึงคราวที่ต้อง “เขียนรายงาน” เป็นภารกิจหนึ่งสำหรับผู้สนับสนุนชาวบ้านให้ทำวิจัยหรือที่เรีย กตัวเองว่า NODE ในการสร้างความมั่นใจให้กับทีมวิจัยว่า “ชาวบ้านก็สามารถเขียนได้”

ผู้เขียนขอหยิบยกรายงานการประชุมของ node มหาสารคามที่คุณปรีชา งามดี ได้รวบรวมไว้จากการฝึกอบรม ร่วมกับชุมชนวิจัย 2 โครงการ คือ         &nb sp;    1) โครงการ “การมีส่วนร่วมในการจัดการขยะอย่างยั่งยืนของผู้มีส่วนเกี่ยวข้ องในพื้นที่ตำบลหนองแสง อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ระยะที่ 1” โดยมี คุณวิธวัฒน์ สวาศรี เป็นหัวหน้าโครงการ และ 2) โครงการ “รูปแบบการพัฒนาป่าชุมชนโคกใหญ่ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลและองค์กรชุมชน” โดยมี คุณบุญเรือง ยางเครือ เป็นหัวหน้าโครงการ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ… กระบวนการฝึกอบรมดังกล่าวเป็นเรื่องการเขียนรายงานวิจัยเพื่อท้ องถิ่น โดยใช้ระยะเวลา 1 วันเต็มๆ ตามแผนฏิบัติการที่วางไว้

เปิดม่านเวทีการฝึกอบรมด้วยการให้ทุกคนแนะนำตัวทำความรู้จักกัน เมื่อได้รู้จักหน้าตา ชื่อเสียงเรียงนาม และบทบาทหน้าที่กันแล้ว คุณพนา นาคราช (เจ้าหน้าที่ node มหาสารคาม) ก็ได้ออกมาชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดประชุม ซึ่งมีด้วยกันสองข้อ คือ 1) เพื่อให้นักวิจัยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงานวิจัยของทีม อื่นๆ 2) เพื่อให้นักวิจัยสามารถเขียนรายงานวิจัยได้ จากนั้นจึงให้ตัวแทนทีมวิจัยทั้ง 2 โครงการ เล่าประสบการณ์การเขียนรายงานและการจดบันทึก ขีด เขียน ที่ผ่านมาว่ามีเรื่องอะไรบ้าง แล้วนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาประมวลจนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การจดบันทึกที่ผ่านมาของทีมวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) การจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อาทิเช่น บันทึกการใช้จ่าย ประวัติของตัวเอง บทกวี บทกลอน คำคมที่ประทับใจ 2) การจดบันทึกเกี่ยวกับเรื่องการทำงาน อาทิ การเขียนเรื่องราวของหมู่บ้าน การจดบันทึกการประชุม การบันทึกผลงานของตัวเอง

เทคนิคการให้ทีมวิจัยออกมาเล่าประสบการณ์การเขียนและการบันทึกเ รื่องราวของตัวเองที่ผ่านมาดังกล่าว นับเป็นการกระตุ้นและปูพื้นฐานให้ชาวบ้านรู้สึกคุ้นเคยกับการเข ียน และมองการเขียนว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเองมากขึ้น “การจดบันทึกเป็นวิถีชีวิตประจำวันของนักวิจัยอยู่แล้ว การบันทึกงานวิจัยจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับนักวิจัย ซึ่งการจดบันทึกมีหลายแบบ เช่น อ่านแล้วจด คิดแล้วจด ฟังแล้วจด เห็นแล้วจด และหลักการจดบันทึกงานวิจัยต้องบันทึกความจริงที่เกิดขึ้น ถ้าในการบันทึกการประชุมมีการนำเสนอความคิดหลายคน ก็ต้องจดความคิดของผู้เสนอด้วย ไม่ใช่จดเพียงข้อสรุปเท่านั้น” คุณพนา แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อช่วยตอกย้ำให้ชาวบ้านเห็นว่า เขาเขียนอยู่ประจำและเขาสามารถเขียนได้

ทั้งนี้ ประสบการณ์การขีดเขียน ของทีมวิจัยทั้ง 2 โครงการ สอดคล้องกับการถอดบทเรียน กิจกรรม “การทำความรู้จักกันและคุ้นเคยกับการเขียน” ที่ คุณโกมล สนั่นก้อง ได้สรุปร่วมกับทีมวิจัยชาวบ้านในหนังสือ “ป่าสองน้ำ คนสองวัฒนธรรม” ว่าชาวบ้านคุ้นเคยกับการเขียนในหลายระดับ ดังนี้ 1) ระดับบุคคล เช่น มีการเขียนจดหมายอยู่บ่อยๆ 2) ระดับครอบครัว เช่น มีการบันทึกค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งการผลิตและชีวิตประจำวัน 3) ระดับกลุ่ม มีการบันทึกผลการประชุมกลุ่ม ความรู้กลุ่ม เช่น สูตรยาสระผม 4) ระดับหมู่บ้าน มีการบันทึกประวัติหมู่บ้าน และแผนงานหมู่บ้าน เป็นต้น

คุณอัศวเดช ทีมวิจัยได้ตั้งคำถามกับการจดบันทึกที่ผ่านมาว่า “ผมจดทุกคำพูด แต่ไม่ได้แยกประเด็นจะทำอย่างไร” คุณพนา ตอบคำถามโดยการยกตัวอย่างโจทย์ให้ทีมวิจัยฝึกแยกประเด็นว่า “ให้ทุกคนสัมภาษณ์เรื่องอะไรก็ได้ของคุณบุญจันทร์” หลังจากนั้นให้ทุกคนมานำเสนอว่าได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง จากการทำกิจกรรมสัมภาษณ์จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “การจดบันทึการสัมภาษณ์ต้องมีการกำหนดประเด็นที่จะสัมภาษณ์ไว้ล ่วงหน้า” จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า การสัมภาษณ์ประวัติ คุณบุญจันทร์น่าจะประกอบไปด้วยประเด็น ครอบครัว ประวัติการศึกษา การทำงานที่ผ่านมา เป็นต้น

กิจกรรมต่อมา ดร.พุฒิพงศ์ สัตยวงศ์ทิพย์ รักษาการคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ NODE มหาสารคาม และเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมครั้งนี้ ได้ให้คำจำกัดความของการเขียนว่า “การเขียนหนังสือต้องมีเนื้อหาที่จะสื่อ/บอกเล่าข้อมูลที่มีอยู ่แล้วให้คนอื่นรับรู้ โดยปกติคนที่เขียนงานวิจัยจะทำเพื่อรับปริญญา วิจัยที่เขาเขียนจะไปตั้งอยู่ในห้องสมุด มีคนอ่านบ้าง ไม่อ่านบ้าง คนเขียนเขาก็ไม่เดือดร้อนเพราะเขาเรียนจบไปแล้ว บรรลุวัตถุประสงค์ที่เขาได้ทำแล้ว ….การเขียนรายงานวิจัยนั้นจะต้องสื่อสารโดยใช้ภาษาเขียนในการนำ เสนอ จะต้องไม่ใช้ภาษาพูด หรือถ้าใช้ในกรณีที่ต้องการความเห็นของคนนั้น ก็ให้ยกตัวอย่างภาษาพูด เช่น ตึกคณะกำลังก่อสร้าง แต่ถ้าเป็นภาษาเขียน ต้องใช้คำว่า กำลังมีการสร้างตึกคณะ” นอกจากนี้ ดร.พุฒิพงศ์ ยังได้เสนอแนะความรู้เกี่ยวกับการเขียนรายงานการวิจัยโดยทั่วไป ว่า ประกอบด้วย 5 บท ดังนี้

[ บทที่ 1 บทนำ (สรุปโครงการวิจัยโดยย่อ)

      1. หลักการและเหตุผล (ความเป็นมา)
      2. คำถามการวิจัย (โจทย์)
      3. วัตถุประสงค์ ( จะทำอะไร จะได้คำตอบเชิงองค์ความรู้อะไร)
      4. ขอบเขต พื้นที่ ระยะเวลา เนื้อหา กลุ่มเป้าหมาย
      5. ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ประโยชน์)

ตรงนี้สามารถยกเอาโครงการที่ทำเสร็จแล้ว และได้เสนอขอรับทุนจาก สกว. มา แสดง

[ บทที่ 2 แนวคิดและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง (มาจากภายนอก ที่มีคนอื่นว่าไว้ หรือศึกษาไว้)

บทนี้จะต้องมีการอ่านเอกสารอื่น มีหลักการ คือ ตีหัวข้อเรื่องวิจัยของเราว่ามีคำสำคัญกี่คำ อะไรบ้าง ยกตัวอย่าง เช่น โครงการขยะ จะต้องมี

    1. ความหมายของคำว่า ขยะ มีใครให้ไว้อย่างไรบ้าง เท่าที่พอจะหาได้ สัก 2- 3 ความหมาย และต้องสรุปด้วยว่าคำว่าขยะในความหมายของโครงการเราเป็นอย่างไร
    2. การจัดการขยะ ก็ไปค้นมาว่า มีใครให้ความหมายว่าอย่างไร รูปแบบการจัดการขยะที่อื่น ๆ มีใครศึกษาไว้หรือไม่
    3. การมีส่วนร่วมของชุมชน ก็ให้ไปค้นมาคล้ายๆ กับเรื่องการจัดการขยะ โดยหลักการต้องอ้างถึงคนที่เราไปเอางานของเขามาด้วย เช่น ปรีชา งามดี ให้ความหมายของคำว่า การจัดการขยะไว้ว่า “………..” ดร.พุฒิพงศ์ ได้กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนไว้ว่า “………..”

หรือ โครงการป่าชุมชนโคกใหญ่ คำสำคัญ คือ

2.1 ป่าชุมชน (มีใครให้ความหมายอย่างไรบ้าง)

    1. การพัฒนาป่าชุมชน (คนที่ศึกษาไว้เขาว่าไว้อย่างไร)
    2. บทบาทของ อบต. กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (ใครศึกษาไว้แล้วบ้าง ว่าไว้อย่างไร)
    3. องค์กรชุมชนและบทบาทในการพัฒนาท้องถิ่น (ใครศึกษาไว้แล้วบ้าง ว่าไว้อย่างไร)
    4. ป่าชุมชนโคกใหญ่ หมายถึงส่วนไหน พื้นที่ไหน ให้เล่าอย่างย่อ ๆ แล้วไปเพิ่มเติมรายละเอียดในบทที่ว่าด้วยสภาพป่า

สุดท้าย ก่อนที่จะข้ามไปบทที่ 2 ไป ดร.พุฒิพงษ์ ให้คำแนะนำกับทีมวิจัยเพื่อไม่ให้วิตกกังวลกับการค้นคว้า

เอกสารว่า “ สำหรับงานวิจัยท้องถิ่นเราให้หาเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ต้องไปค้นมา สิบหน้ายี่สิบหน้าหรือต้องไปค้นของฝรั่งด้วย สัก 5 หน้าขึ้นไปก็พอแล้ว “

[ บทที่ 3 วิธีการศึกษา (ทำการศึกษาอย่างไร ตามความเป็นจริงที่ได้ทำ)

3.1 ขั้นตอน ระยะเวลา พื้นที่/สถานที่ (ให้เล่าถึงกิจกกรมที่ทำทั้งหมด แต่ยังไม่บอกผลที่ได้ )

3.2 กลุ่มเป้าหมาย (ไปศึกษาข้อมูลมาจากใคร)

    1. วิธีการเก็บข้อมูล ได้ข้อมูลมาโดยวิธีใดบ้าง เช่น แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ จัดเวที ประชุมกลุ่มย่อย สังเกต การตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์
    2. เครื่องมือที่ใช้ เช่น แบบสัมภาษณ์ผู้ทิ้งขยะ แบบสำรวจปัญหาขยะ เครื่องบันทึกเทป

ตัวอย่างเช่น การศึกษาวิจัยเรื่อง ……. ในครั้งนี้มีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้

    • จัดเวทีประชุมทีมวิจัย วันที่ …. ณ….. มีผู้เข้าร่วมประชุม..คน มีวัตถุประสงค์เพื่อ…..
    • จัดประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ วันที่ ….มีผู้เข้าร่วมประชุม..คน มีวัตถุประสงค์เพื่อ….. ฯลฯ

[ บทที่ 4 ผลการศึกษา

เป็นการนำเสนอผลตามวัตถุประสงค์ โดยการเพิ่มข้อมูลทั่วไปของพื้นที่ และข้อมูลของผู้ให้ข้อมูล ดังตัวอย่างโครงการป่าชุมชน

    1. สภาพทั่วไปป่าชุมชนโคกใหญ่
    2. สถานการณ์การจัดการป่าโคกใหญ่ในอดีตและปัจจุบัน
      1. สถานการณ์การจัดการป่าโคกใหญ่ในอดีต
      2. สถานการณ์การจัดการป่าโคกใหญ่ในปัจจุบัน
    3. รูปแบบการพัฒนาป่าชุมชนโคกใหญ่
      1. รูปแบบการพัฒนาป่าชุมชนโคกใหญ่โดยองค์การบริหารส่วนตำบล
      2. รูปแบบการพัฒนาป่าชุมชนโคกใหญ่โดยองค์การชุมชน

หรือตัวอย่างโครงการขยะ

    1. สภาพทั่วไป
      1. สภาพพื้นที่ป่าโคกอีหลู่
      2. สภาพทั่วไปชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
    2. สภาพปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากขยะ
    3. การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา
    4. แนวทางการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกั บการจัดการขยะ
    5. รูปแบบการจัดการขยะที่เหมาะสม

จากนั้น ดร.พุฒิพงศ์ ได้พูดย้ำกับนักวิจัยว่า “การนำเสนอข้อมูลทุกครั้งต้องบอกแหล่งที่มาของข้อ

มูลว่าได้มาจากไหน (จากใคร) อย่างไร”

[ บทที่ 5 บทสรุป

    1. สรุปผลการศึกษา เล่าวัตถุประสงค์ วิธีการ(ซ้ำ) และผลการศึกษา (ซ้ำแบบย่อ)
    2. อภิปรายผล (บทเรียนที่ได้) เป็นการวิเคราะห์เหตุผลว่าทำไมจึงได้ผลการศึกษาอย่างนั้น (สำเร็จหรือ

      ว่าล้มเหลว เพราสาเหตุอะไร) ทีละเรื่อง ๆ ตามผลการศึกษาในบทที่ 4 เช่น ทำไมชาวบ้านรอบป่าจึงไม่เห็นด้วยกับการตั้งกฎของคณะกรรมการป่าช ุมชน บทเรียนที่ได้อาจจะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ คือ (1) บทเรียนที่จากการทำงานวิจัย (กระบวนการวิจัย) (2) อภิปรายผลจากข้อมูล (3) ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น เช่น สถานการณ์ของนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งมีผลทำให้ชาวบ้านแผ้วถางป่ามากขึ้น

    3. ข้อเสนอแนะ หน่วยงานองค์กรหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อเสนอ ต่อ อบต. เทศบาล ชุมชน อำเภอ

จังหวัด โรงเรียน และข้อเสนอต่อนโยบาย เป็นต้น

ดร.พุฒิพงศ์ เพิ่มเติมว่า นอกจากเนื้อหางานวิจัย ทั้ง 5 บท แล้ว อาจจะมีการเพิ่มเติมส่วนต่าง ๆ เข้าไปด้วย เช่น บทคัดย่อ (ใจความสรุปโดยย่อ) บรรณานุกรม (เอกสารอ้างอิง) ภาคผนวก (เอกสารแนบ เช่น แบบสอบถาม แผนที่ ภาพประกอบ)

ก่อนจะจากลากลับบ้าน วิทยากร ทีมเจ้าหน้าที่ NODE และทีมวิจัยทั้งสองโครงการ ก็ตกลงทำสัญญาทางใจกันว่า ทีมวิจัยจะลงมือเขียนแต่มีข้อแม้ว่าหากติดขัดประการใดจะประสานง านมายังเจ้าหน้าที่ NODE ให้ช่วยเป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด และได้นัดหมายให้ ดร.พุฒิพงษ์ ช่วยดูร่างรายงานกันอีกครั้ง ในวันที่ 14 มิถุนายน 2547

กิจกรรมดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งของกระบวนการสนับสนุนทีมวิจัยในเรื ่องของการเขียนรายงาน ซึ่งพี่เลี้ยง NODE มหาสารคาม ได้ร่วมกันจัดขึ้นและถอดมาเป็นบทเรียน เล่าให้พี่น้องร่วมงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้เรียนรู้ร่วมกันผ่า นทางการเขียน และเพื่อเป็นการยืนยัน ตอกย้ำกับสิ่งที่พี่เลี้ยง (NODE ) เฝ้าบอกกับนักวิจัยชาวบ้านว่า เขียนแล้วดีอย่างไร ทำไมต้องเขียนด้วยเช่นกัน….



------------------ ไม่มีรูปภาพกิจกรรม ------------------