สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 14 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2556


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
พลังชุมชน ''นาแก'' จัดการป่าทามลำเซบาย
 

 พลังชุมชน “นาแก” จัดการป่าทามลำเซบาย

โดย กชกร  ชิณะวงศ์

 

การเดินทางท่องไปในป่าลำเซบายในช่วงหน้าฝน  เป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจ... ครั้งหนึ่งฉันเคยเดินทางท่องเที่ยวป่าทามลำเซบาย  ที่ชุมชนวิจัยบ้านวังอ้อ (โครงการรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านวังอ้อ  ตำบลหัวดอน  อำเภอเขื่องใน  จังหวัดอุบลราชธานี) ในช่วงหน้าแล้งมาแล้ว  ทำให้สัมผัสได้ว่า บรรยากาศของป่าทาม ช่างแตกต่างกันไปตามฤดูกาล  สีของใบไม้ต้นไม้ เถาวัลย์  สีสันของดอกหญ้า  และสายน้ำ ทำให้ป่าทามลำเซบายในแต่ละฤดูกาลยังคงความมีเสน่ห์ที่น่าค้นหา  แตกต่างกัน…

 

   ป่าทามลำเซบายที่มาเยือนคราวนี้ ไม่ใช่ที่วังว้อ  แต่เป็นที่ตำบลนาแก อำเภอคำเขื่อนแก้ว  จังหวัดยโสธร แม้ว่าจะต่างสถานที่  ต่างเวลา  ต่างกลุ่มคน และเพื่อนร่วมทาง  แต่คุณค่าและความหมายยังคงเดิม....

 

   ก่อนหน้าที่จะได้มาเยือนพื้นที่  ฉันมีข้อมูลที่ได้จากการการสัมภาษณ์พูดคุยกับ พี่วิสูตร  อยู่คง  หัวหน้าโครงการวิจัย “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นเพื่อจัดการป่าทางลำเซบาย”    ด้วยว่าได้เห็นพลังของชุมชนวิจัยผ่านการนำเสนองานในเวทีเครือข่ายนักวิจัยของศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี   ซึ่งพี่วิสูตรเป็นคนนำเสนอด้วยตัวเอง  ด้วยความสนใจจึงร้องขอให้พี่วิสูตรช่วยเขียนบทความให้   พี่วิสูตรฝากถ้อยคำชวนคิด  จนเป็นที่มาของการหมายมั่นปั้นมือและกำหนดเวลาที่แน่นอนในการมาเยือนพื้นที่ครั้งนี้ ...“คุณเป็นตัวแทนของแหล่งทุน  เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเพียงแค่ในเวทีนำเสนอเท่านั้น คุณน่าจะลงพื้นที่ เพื่อดูว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นถูกต้องหรือน่าเชื่อถือเพียงใด แล้วเราค่อยมาว่ากันเรื่องงานเขียน”  คำพูดนี้เป็นแรงผลักให้ใคร่ครวญการทำงานที่ผ่านมา และท้ายที่สุดคือ คำขอบคุณ ที่คำพูดนี้ทำให้ฉันได้รู้จักกับชุมชนวิจัยที่เข้มแข็งเพิ่มอีกชุมชนหนึ่ง

 

ฉันและคณะเดินทางมาถึงตำบลนาแก  อำเภอเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร  ในช่วงสาย ๆ ของเดือนสิงหาคม คล้อยหลังวันแม่เพียงหนึ่งวัน    ทีมวิจัยชาวบ้านประมาณ 7 - 8 คน ขับรถอีแต๊กสองคันบรรทุกของมาเต็มรถ มาจอดเทียบข้าง ๆ ศาลามุงหญ้าคา    หนึ่งในทีมวิจัยบอกว่าศาลาสองหลังนี้เป็นน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาและชาวบ้านในชุมชน   ฉันและคณะช่วยกันขนของลงมาไว้ที่ศาลา ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ทำครัว  และกับข้าวกับปลา ที่จะกินกันในตอนกลางวัน  เห็นมะละกอลูกใหญ่ ๆ ทำให้คิดเมนูได้ไม่ยากว่ากลางวันนี้ คงมีส้มตำปลาแดกแซบ ๆ แน่นอน  หลังจากขนข้าวของลงหมดแล้ว  รายการต่อไปก็คือการขนคนขึ้นรถอีแต๊ก เพื่อเข้าไปท่องชมป่าทางลำเซบายในช่วงหน้าฝน ด้วยกัน ...

 

”ลำเซบายเป็นลำน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำมูล มีความยาวประมาณ 233 กิโลเมตร มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพาน บริเวณรอยต่อของจังหวัดยโสธร จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดมุกดาหาร ลำเซบายมีพื้นที่รับน้ำ 3,990 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 6 ของลุ่มน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  บริเวณตอนกลางของลำน้ำ สภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล เฉลี่ย 120 – 130 เมตร มีภูมิประเทศเป็นกุดและหนองน้ำ   ลักษณะพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งห้วยเป็นที่ราบต่ำ ขนานไปกับลำน้ำกว้างหลายกิโลเมตร มีกุดและหนองน้ำกระจายอยู่ไปทั่วทั้งพื้นที่ บริเวณตอนบนของลำเซบายมีสภาพเป็นเทือกเขา มีสภาพเป็นป่าเต็งรังและเบญจพรรณ บริเวณตอนปลายของลำเซบาย ขนาดของลำน้ำจะเล็ก แคบ มีลักษณะเป็นคอขวด สภาพพื้นที่จะเป็นที่ราบ เป็นพื้นที่นาข้าวของราษฎรเป็นส่วนใหญ่ ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำมูลที่บริเวณบ้านทุ่งน้อย  อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี”

 

ลำเซบาย อาจเปรียบได้กับเส้นเลือดใหญ่ของชีวิตชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ ด้วยว่าป่าทามลำเซบายเป็นแหล่งทรัพยากรอันมีค่ามากมายที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน  ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงมีหลายองค์กรชุมชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการดูแลลำเซบาย  ลำเซบายตอนบนมีองค์กรชุมชนของชาวบ้านตำบลหนองแหน อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธรดูแลอย่างเข้มแข็ง ในขณะที่บริเวณลำเซบายตอนล่าง มีชุมชนบ้านวังอ้อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานีได้จัดตั้งกลุ่มราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่าเพื่อดูแลจัดการลำเซบาย  แต่ลำเซบายตอนกลางซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในสายน้ำ เนื่องจากเป็นที่วางไข่ของปลาที่ขึ้นมาจากลำน้ำมูลช่วงน้ำหลาก และเป็นแหล่งประมง ตลอดจนเป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้ง และเป็นแหล่งผลผลิตของทรัพยากรจากป่าไม้ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าลำเซบายตอนบนและตอนล่าง หากแต่ลำเซบายตอนกลางกลับยังไม่มีองค์กรชุมชนใดเข้ามาจัดการดูแล   ด้วยเหตุนี้เองโครงการวิจัย “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นเพื่อจัดการป่าทางลำเซบาย”    จึงเกิดขึ้น มีเป้าหมายเพื่อศึกษาองค์ความรู้ของชุมชนเกี่ยวกับป่าทาม และการเปลี่ยนแลงของป่าทามลำเซบายตอนกลางจากอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การค้นหารูปแบบการจัดการป่าทางลำเซบายด้วยชุมชน เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

 

รถอีแต๊กวิ่งโขยกเขยก ตะลุยขี้โคลน และหลุมกับดักจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาเป็นระยะ ๆ หนักบ้าง เบาบ้าง พอให้ชุ่มฉ่ำไปตาม ๆ กัน   คณะผู้โดยสารหลายคนมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะร่วนอย่างครื้นเครง เพราะแต่ละคนไม่สามารถบังคับตัวเองได้ สองมือต้องหาที่ยึดเกาะให้ดี ไม่อย่างนั้นมีหวังได้ตกรถแต๊ก ๆ ไม่เป็นท่าแน่ ๆ  แต่บรรยากาศสองข้างทาง ทำให้พวกเราลืมอาการหัวสั่นหัวคลอนกันไปได้บ้าง เพราะสีเขียว ๆ ของป่า และดอกหญ้าที่ชูช่อรอรับน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างร่าเริง  ...ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นต้องยกนิ้วให้กับคนขับรถแต๊ก ๆ ที่ต้องอาศัยประสาทสัมผัสในการบังคับรถ  ซึ่งต้องใช้แรงเยอะมาก  ขณะเดียวกันก็ต้องคอยหลบหลีกหลุมบ่อที่กระจายอยู่ทั่วไป  และที่สำคัญต้องทนกับเสียงร้องหวีดว้ายเป็นระยะ ๆ ของผู้โดยสารหญิงที่ตื่นเต้นกับสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัวไปตลอดทาง นี่ถ้าควบคุมสติไม่ดี  สงสัยต้องมีอันสละรถอีแต๊ก หรือไม่ก็ทิ้งผู้โดยสารเอาไว้กลางป่าทามแน่ ๆ

 

รถอีแต๊กวิ่งมาได้สักพักก็จอดเทียบเพื่อให้พวกเราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับทีมวิจัย  ....แผนที่ป่าทามลำเซบายแผ่นใหญ่ถูกคลี่กางและผูกเชือกขึงกับต้นไม้ในป่าทาม  ฉันมองแผนที่ด้วยความชื่นชมในฝีมือของชาวบ้านที่ช่วยกันสำรวจข้อมูลและถ่ายทอดข้อมูลที่เกี่ยวกับป่าทามลำเซบายลงบนแผนที่นี้   ภาพรวมของชุมชนถูกย่อส่วนให้คนที่เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกได้รู้จักกับตำบลนาแกได้ดีขึ้น ภายในเวลาที่มีจำกัด   ทีมวิจัยทั้ง 6 คน หรือถ้าจะเรียกว่าปราชญ์ชาวบ้านก็คงไม่ผิด เพราะแต่ละคนมีความรู้ มีภูมิปัญญาเกี่ยวกับป่าทามลำเซบายที่แตกต่างกัน...  

 

พ่อมา  วงเวียน    ภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร :   สมุนไพรแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สมุนไพรจากป่าบก จำนวน  62  ชนิด และสมุนไพรจากป่าทามจำนวน  30 ชนิด  และปัจจุบันพ่อมาก็ยังคงปรุงยาสมุนไพรรักษาโรคให้ชาวบ้านที่มาพึ่งพาอยู่เป็นประจำ  พร้อมทั้งยังได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพรให้แก่นักเรียนในโรงเรียนของหมู่บ้าน คือ โรงเรียนบ้านปลาอีด และโรงเรียนบ้านนาแก 

 

พ่ออาจ  สายสิงห์  ภูมิปัญญาเรื่องปลาวางไข่  และการแต่งลำกลอนผะหญา :  ปลาในลำเซบายแบ่งเป็น 2 ประเภทคือปลาหนังและปลาเกล็ด   ซึ่งปลาหนังปกติจะอาศัยอยู่ในแม่น้ำขนาดใหญ่  เช่นแม่น้ำมูล แม่น้ำโขง  และในช่วงฤดูน้ำหลาก แม่พันธุ์จะว่ายน้ำมาจากแม่น้ำมูลเพื่อมาผสมพันธุ์ที่ป่าทามตอนกลาง แหล่งที่เป็นพื้นที่ผสมพันธุ์ ได้แก่ บริเวณป่าชายเฟือย (บริเวณริมน้ำที่มีหญ้ารก ๆ หรือมีไม้นํ้าปกคลุม) ริมลำเซบาย เนื่องจากเป็นที่ปลอดภัยและมีอาหารสำหรับลูกอ่อน  รากอากาศของไม้บางชนิดในป่าทามจะเป็นแหล่งหลบภัยของลูกปลา และในช่วงน้ำท่วมเป็นช่วงที่ผลไม้ในป่าทามบางชนิดจะสุกและร่วงหล่นเป็นอาหารของปลา  เช่น มะดัน  หว้า  กล้วยน้อย เป็นต้น  ปลาหนังที่ขึ้นมาวางไข่ในป่าทาม เช่น ปลาค้าว  ปลานาง ปลาขบ ปลาปึ่ง ปลาสวาย ปลาเซียม ปลากด ปลาแยง เป็นต้น  ในขณะที่ปลาเกล็ด เป็นปลาที่จะไม่วางไข่ ใกล้กับลำเซบาย แต่จะวางไข่ในบริเวณน้ำลึก 20 – 80 เซนติเมตร วางไข่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ปลาประเภทนี้ได้แก่ ปลาช่อน  ปลาชะโด ปลาหมอ ปลาตะเพียน  และไม่ได้วางไข่ครั้งเดียว แต่จะวางตามการตกของฝน 

 

พ่อหวิน  นาเวียง  ภูมิปัญญาเรื่องเครื่องมือจับปลา  : ภูมิปัญญาในการหาปลาจะแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศและวงจรชีวิตของปลา  บริเวณลำเซหรือลำห้วยที่เล็ก ๆ ภายในป่าทาม อุปกรณ์การจับปลาในต้นฤดูฝนจะเป็นลอบ แห เบ็ด เป็นหลัก แต่ในช่วงน้ำหลาก อุปกรณ์ในการจับปลาจะใช้มอง  (ตาข่าย) เบ็ดราว  เบ็ดป่อม เป็นหลัก ในช่วงฤดูน้ำหลาก จะเปลี่ยนอุปกรณ์การจับปลามาเป็นการใช้จิบดักปลาในช่วงการอพยพกลับสู่แม่น้ำมูล

 

พ่อทอง  ขุ่นแก้ว  ภูมิปัญญาเรื่องวังปลา  : ลักษณะภูมิประเทศในลำเซบายบริเวณที่มีความลึกมากกว่าบริเวณอื่น ๆ เรียกว่าวัง ทำให้มีน้ำขังตลอดปี เป็นแหล่งรวบรวมของปลาในฤดูแล้ง วังมักจะอยู่ตามส่วนโค้งของลำน้ำ วังปลาที่พบในลำเซบายตั้งแต่บ้านม่วงถึงบ้านปลาอีด มีจำนวน 43 วัง ได้แก่ ว่าท่าบ่อ วังท่าโซ่ วังท่าช้าง วังขอนขี้หมา วังมน วังยางน้อย เป็นต้น 

 

พ่อบุญเลี้ยง  จันทารส ภูมิปัญญาเรื่องสัตว์ปีก และสัตว์ในป่าทาม : สัตว์ในป่าทามมีหลายชนิด  ได้แก่ สัตว์ปีก  เช่น นกต่าง ๆ    นกกระสาคอยาว นกกระยางขาว นกขมิ้น นกเค้า นกโพระดก  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  สัตว์เลื้อยคลาน ประเภทงูนานาชนิด  แมลงประเภทต่าง ๆ ทั้งแมงจีนูนแดง  แมงจีนูนหม่น  แมงมุม ตั๊กแตน มด เป็นต้น นอกจากนั้นก็จะเป็นสัตว์น้ำ ประเภทปลา ในลำเซบาย เช่น ปลาค้าว ปลาซวย ปลาหมู ปลาเก้ง  เป็นต้น และหอย อย่างเช่น หอยโข่ง  หอยเชอรี่ หอยขม หอยกาบ หอยเล็บม้า หอยทาก เป็นต้น 

 

พ่อสมปอง  รูปใส  ภูมิปัญญาเรื่องการเลี้ยงวัว  : ป่าทามจะคึกคักในช่วงฤดูฝน   เจ้าของวัว ควาย จะต้อนสัตว์เลี้ยงลงไปกินหญ้าที่ขึ้นอยู่กับทุ่ง พร้อมกับหาผักป่า เห็ด หน่อไม้ ที่กำลังแตกยอดอ่อนเต็มผืนป่าทาม ในตำบลมีครัวเรือนที่เลี้ยงวัวอยู่ประมาณ 10 กว่าครัวเรือน มีวัวประมาณ 200 กว่าตัว ซึ่งฤดูกาลเลี้ยงวัวจะเริ่มประมาณเดือนเมษายน แหล่งเลี้ยงวัวควายของชาวบ้านคือ “ทุ่งมน” ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นทุ่งโล่ง มีพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ทุ่งทามลำเซบาย 

 

การนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับป่าทามลำเซบายตอนกลางอย่างฉะฉานของบรรดาภูมิปัญญาชาวบ้านทั้งหลาย  บอกได้คำเดียวว่า “ยอดเยี่ยม”   นักวิจัยชาวบ้านสามารถนำเสนอเรื่องราวของป่าทามลำเซบายได้อย่างเป็นระบบ   ทำเอาฉันอดถามไม่ได้ว่า ก่อนทำวิจัยเป็นแบบนี้กันไหมคะ? พี่วิสูตรหัวเราะ  “ไม่เลย  เราต้องเปิดพื้นที่ให้เขา  งานวิจัยครั้งนี้ ได้ช่วยให้ชาวบ้านเกิดการพัฒนาศักยภาพของตนเอง  โดยเราให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานวิจัยตั้งแต่การสืบค้นข้อมูล   การนำเสนอข้อมูล และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกลุ่มคนอื่น ๆ  โดยเป็นการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ และมีการแบ่งงานและบทบาทความรับผิดชอบตามความถนัดของแต่ละคน  ต้องทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นในพลังของข้อมูลที่เขาเก็บมาได้ ซึ่งที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะชาวบ้านเขาอยู่กับวิถีชีวิตนี้มาโดยตลอด เขารู้ข้อมูลและภูมิปัญญาเกี่ยวกับป่า เกี่ยวกับลำเซบายดีที่สุด  เราทำหน้าที่กระตุ้น และเปิดพื้นที่ให้เขาได้มีโอกาสลุกขึ้นพูด กล้าที่จะนำเสนอต่อสาธารณะเท่านั้นเอง “

 

งานวิจัยนอกจากจะเสริมพลังให้แก่ศักยภาพของนักวิจัยชาวบ้านแล้ว   ยังนำไปสู่การแก้ปัญหาป่าทามลำเซบายด้วยองค์ความรู้ภูมิปัญญาชุมชน  เช่น การแก้ไขปัญหาจิบ[1]ด้วยข้อมูลการวางไข่ของปลาที่ขึ้นมาจากแม่น้ำมูล  เพราะหากใช้จิบจับปลาในช่วงต้นฤดูฝนจะไม่มีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ที่จะมาวางไข่เพิ่มปริมาณของปลาในปีต่อไป  แต่จากข้อมูลวิถีชีวิตของตนในตำบลนาแกที่พึ่งพิงป่าทามตลอดทั้งปี ส่งผลให้สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลนาแกให้ความสนใจและกลับมารักษาป่าทามให้คงอยู่ แทนการแผ้วถางป่าทามเพื่อทำการเกษตร   ที่สำคัญการเคลื่อนงานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าทามลำเซบายในอนาคตยังเป็นการขับเคลื่อนร่วมกันของกลไกหลักในชุมชน 4 ส่วน  ประกอบด้วย  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นผู้สนับสนุนการออกปฏิบัติงานด้วยการใช้ระเบียบปฏิบัติในการดูแลรักษาป่าทาม และสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ป่าทาม   ผู้นำชุมชน เป็นผู้ปฏิบัติตามกฎกติกาที่ชุมชนตั้งขึ้น และดูแล จัดการให้เป็นไปตามข้อตกลงร่วมของชุมชน  ครูอาจารย์  เป็นผู้จัดกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เม่าผู้แก่ ภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่เยาวชนในระบบโรงเรียน  และนักวิจัยไทบ้าน  ได้เข้าร่วมเป็นผู้นำด้านองค์ความรู้เรื่องป่าทาม ขยายเครือข่ายผู้สนใจในชุมชน พร้อมทั้งเผยแพร่กิจกรรมองค์ความรู้ไปสู่กลุ่มคนทั้งในและนอกชุมชน  ซึ่งกลไกทั้ง 4 ส่วนจะผนึกกันเพื่อคืนความสมบูรณ์ให้แก่ป่าทามลำเซบายตอนกลางไปจนชั่วลูกชั่วหลาน




เพียงช่วงเวลาครึ่งวันในพื้นที่ ฉันได้อะไรกลับไปมากมาย   ข้อมูล เรื่องเล่า และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากครูภูมิปัญญาหลายท่านที่พาเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าทาม เป็นประสบการณ์ดี ๆ ที่ชีวิตได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่ฟังมิรู้เบื่อ    สลับกับเสียงร้องกลอนผะหญาของ พ่ออาจ  สายสิงห์  ที่มีความสามารถพิเศษ เห็นสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัวก็สามารถนำมาร้องสด ๆ แบบมีเนื้อหาสาระกินใจได้โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น  ฉันบอกพ่อสิงห์ว่า “อย่าลืมบันทึกกลอนผะหญาที่แต่งไว้นะพ่อ  เป็นสิ่งมีคุณค่าที่พ่อจะสามารถถ่ายทอดให้ลูกหลานฟังได้  หาเด็ก ๆ ในชุมชนมาช่วยกันบันทึกก็ได้”  ....ระหว่างทางท่องป่าทามลำเซบาย   เต็มไปด้วยยาสมุนไพรนานาชนิด  พ่อมา ภูมิปัญญาด้านสมุนไพรชี้บอกไปตลอดทาง ที่ฉันจำได้แม่นก็คือต้นกระโดนเตี้ย ที่ขึ้นอยู่ตามทุ่งทาม มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย  พ่อมายังเก็บลูกกล้วยน้อยให้ลองกินด้วย  เป็นผลไม้ป่าลูกเล็ก ๆ สีเหลือง เนื้อข้างในสีขาวคล้าย ๆ มะไฟ แต่ขนาดเล็กกว่า ถ้าสุกมีรสหวาน  ขากลับจากป่าทามเราได้ผักพื้นบ้าน และหน่อไม้กอใหญ่กลับไปทำกินกันด้วย นี่แหละแหล่งชีวิตของชุมชนจริง ๆ  วันนี้ได้ทั้งความรู้ ได้ลิ้มลองผลไม้และผักพื้นบ้านสด ๆ จากป่าทาม  ที่สำคัญเป็นอีกวันหนึ่งที่ทำให้ฉันได้รู้จักกับชุมชนเข้มแข็ง ที่ใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาดั้งเดิม และใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาเป็นเครื่องมือเพื่อให้คุณค่าและความหมายของป่าทามลำเซบายยังคงอยู่คู่กับชุมชนตลอดไป

รถอีแต๊ก พาพวกเรากลับออกมาจากป่าทามลำเซบาย  ความทรงจำเมื่อสักครู่ยังคงอยู่  และสักวันฉันจะกลับไปเยือนที่นั่นอีกครั้ง  พี่วิสูตรบอกฉันว่า “ถ้าน้ำท่วม จะรีบโทรมาบอก แล้วเราไปลุยลำเซบายด้วยกันอีกครั้ง” ก่อนกลับ ฉันได้ฟังทีมวิจัยคนเก่งร้องหมอลำเกี่ยวกับป่าทามลำเซบายให้ฟัง และปิดท้ายด้วยอาหารพื้นบ้าน ที่ทำจากพืชผักสดสดในป่าทาม ทั้งส้มตำแซบ ๆ แกงไก่บ้าน  แกงหน่อไม้  หมกปลา จิ้มกับข้าวเหนียวร้อน ๆ แค่นี้ก็เหนือคำบรรยายแล้ว “เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม”  เยือนโครงการคราวนี้ อิ่มทั้งสมอง อิ่มอกอิ่มใจ และอิ่มท้องอีกต่างหาก 

 

 

< PARAM NAME="ShowStatusBar" VALUE="1">

พ่ออาจ  สายสิงห์  ร้องสด ๆ แบบมีเนื้อหาสาระกินใจ



[1] อุปกรณ์ดักปลาขนาดใหญ่ ใช้ไม้สร้างเป็นเฝือกกั้นลำเซทั้งลำน้ำ เหลือช่องว่างตอนกลางประมาณ 4 – 6 เมตร แล้วใช้ตาข่ายขนาดใหญ่กั้นด้านหน้ากว้างเท่ากับช่องว่างในส่วนกลาง ยาวประมาณ 20 – 30 เมตร ตอนปลายทำเป็นถุงเปิดได้ หรือลอบที่ทำด้วยไม้ไผ่ไม่มีงา สามารถปลดออกจากตัวตาข่ายได้ เวลาต้องกู้ ปกติการใช้จิบ ชุมชนจะอนุญาตให้ใช้ในช่วงปลายฤดูฝน ปลาที่ดักได้มีทุกประเภทแต่จะเป็นลูกปลาขนาดเล็ก ในรอบปีจะมีช่วงที่ใช้จิบได้ราว 15 วัน การกู้จะกู้วันละหลายครั้งเพื่อไม่ให้ปลาที่ติดตายก่อน จิบเป็นอุปกรณ์ที่ต้องมีการควบคุมเพื่อไม่ให้มีการจับปลาที่ไม่สอดคล้องกับการอนุรักษ์