สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
เส้นทางแห่งการเรียนรู้ สู่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
 

       การเดินทางบนหนทางแห่งวิถีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของชุมชนบ้านบางกล้วยนอกยังคงเดินทางต่อไปในบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น การดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในระยะที่ ๒ เกิดจากผลกระทบในกระบวนการศึกษาเรียนรู้การผลิตน้ำปลาและการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืนของชุมชนบ้านบางกล้วยนอก หมู่ที่ ๓ ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง

        น้ำปลา ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการศึกษาเรียนรู้ถึงฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนฐานทรัพยากรป่าต้นน้ำ กลางน้ำ ที่เป็นสวนเกษตร และปลายน้ำ ที่เป็นป่าชายเลน จึงเป็นการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของฐานทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนทั้งระบบโดยการดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ในกระบวนการร่วมกันคิด ร่วมกันค้นหาคำตอบ ซึ่งเน้นการสร้างกระบวนการสร้าง คน ในชุมชนให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนที่เป็นทีมวิจัย และคนในชุมชนของแต่ละกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมในการสร้างการเรียนรู้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน ร่วมกันตั้งคำถาม วางแผน เพื่อค้นหาคำตอบที่เป็นระบบมากขึ้น และเรียนรู้จากการทำงานวิจัยที่เป็นการปฎิบัติการจริง ในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเป็นที่มาของโครงการศึกษากระบวนการศึกษาเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนฐานทรัพยากร ๓ วงล้อ เพื่อความมั่นคงและนำไปสู่กระบวนพึ่งพาตนเองโดยชุมชนบ้านบางกล้วยนอก โดยใช้กระบวนการวิจัยฐานการเรียนรู้ ๓ ฐานทรัพยากรธรรมชาติ หรือ ๓ วงล้อ ที่มีกระบวนการศึกษาเรียนรู้ในเชิงลึก มีกระบวนการทำงานที่เข้มข้นและท้าทาย ในการดึงกลุ่มคนในฐานทรัพยากรธรรมชาติ เชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชน เช่น คณะกรรมป่าต้นน้ำห้วยเสียด ซึ่งมีหน้าที่ดูแลป่าต้นน้ำ คณะกรรมการเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งมีการดำเนินการในการทำเกษตรที่พึ่งพาตนเองมีทางเลือกในการทำเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการป่าชายเลนเพื่อชุมชนที่มีหน้าที่ในการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลน เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเน้นพื้นฐานการขยายการสร้าง คน เป็นปัจจัยหลักในการดำเนินงาน เช่น ทีมวิจัยและเด็กเยาวชนที่เข้ามาร่วมการเรียนรู้ให้มีการได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองในด้านต่าง ๆ โดยมีพี่เลี้ยงที่เป็นทีมวิจัยเก่าและพี่เลี้ยงจากโหนดพังงาจะคอยช่วยหนุนเสริมองค์ความรู้หรือถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับให้กับน้อง ๆ ได้เรียนรู้และร่วมกันปฏิบัติจริง เพื่อนำไปสู่กระบวนการศึกษาเรียนรู้ฐานทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนในเชิงลึก

          วงล้อที่ ๑ เป็นล้อของฐานทรัพยากรปลายน้ำ คือ ป่าชายเลน มีกระบวนการศึกษาเรียนรู้สำรวจแนวเขต/ขอบเขตของป่าชายเลนของชุมชน จากเดิมที่ชุมชนไม่ทราบเลยว่าพื้นที่/ขอบเขตของป่าชายเลนของชุมชนมีเนื้อที่เท่าไหร่ มีขอบเขตอยู่ตรงไหน ก็ได้มีการทำกิจกรรมสำรวจพื้นที่ของป่าชายเลน โดยศึกษาเรียนรู้การใช้เครื่องมือจีพีเอสในการจับพิกัดของพื้นที่ และการสรุปผลการจับ พิกัด จีพีเอส คำนวณพื้นที่ ผลที่ได้ คือ ทราบพื้นที่ป่าชายเลนของชุมชน ว่ามีเนื่อที่ทั้งหมด ๓๖๕ ไร่ มีขอบเขตจากพื้นที่ตรงกันข้ามจากหมู่บ้านท่าคึกฤทธิ์ ไปจนถึง บ้านนาย เกษม วิจิตรนันทนา

       ในวงล้อที่ ๑ ยังมีการสำรวจพรรณไม้และพันธุ์สัตว์น้ำในป่าชายเลน / สำรวจภูมิปัญญาจากหอย / สำรวจภูมิปัญญาการทำกะปิ โดยทีมวิจัยได้เรียนรู้กระบวนการ/เทคนิค การสำรวจ สัมภาษณ์ และคนในชุมชนได้เกิดการเรียนรู้งานวิจัยมากขึ้น จากการให้บทบาทผู้ถูกสัมภาษณ์ โดยใช้งานวิจัยท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการทำงาน การดึงคณะกรรมการป่าชายเลนเพื่อชุมชนเข้ามาร่วมเรียนรู้ ทำให้เกิดการตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและได้เรียนรู้ถึง แนวเขต ขอบเขตของพื้นป่าชายเลนที่ชัดเจน และทรัพยากรที่มีอยู่ในป่าชายเลน ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลนที่ตรงจุด และมีการจัดเวทีวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจในพื้นที่ป่าชายเลนบ้านบางกล้วยนอก

                วงล้อที่ ๒ เป็นล้อที่อยู่กลางน้ำ คือ ภาคการเกษตร มีการสำรวจข้อมูลการทำเกษตรในชุมชนว่ามีการทำเกษตรแบบไหนบ้าง ซึ่งหลังจากทำกิจกรรมเก็บข้อมูลระยะหนึ่ง พบว่ามีการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ได้แก่ การปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมีในการทำเกษตร ทว่ายังมีกลุ่มคนที่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำเกษตรที่พึ่งพาสารเคมีหันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรที่เกื้อกูลต่อชีวิต ระบบนิเวศโดยใช้สารชีวภาพซึ่งเป็นทางเลือกในการทำเกษตรของเกษตรกร ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย

            จากการทำกิจกรรมในวงล้อที่ ๒ นี้ พบข้อมูลของเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรจากการใช้สารเคมีเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยชีวภาพทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านของการลดต้นทุนการเกษตร ระบบนิเวศของดิน และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น  

               วงล้อที่ ๓ เป็นล้อที่อยู่ต้นน้ำ คือ ป่าต้นน้ำ มีการสำรวจแนวเขตป่าต้นน้ำโดยการจับพิกัดGPS ในพื้นที่จำนวน ๗๕ ไร่ และมีการสำรวจการทำเกษตรในพื้นที่บริเวณป่าต้นน้ำ โดยมีเจ้าของพื้นที่สวนใกล้เคียงกับป่าต้นน้ำ ทีมวิจัย และคณะกรรมการป่า เข้ามาร่วมกันสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการดูแลไม่ให้มีการทำลายป่าต้นน้ำ มีการศึกษาเรียนรู้ นอกจากนี้มีการสำรวจพรรณไม้และพันธุ์สัตว์น้ำจืดในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ก็พบว่ามีพรรณไม้ที่หลากหลาย แต่ต้นไม้ใหญ่และพันธุ์สัตว์น้ำกลับลดน้อยลง ซึ่งปริมาณของน้ำในชุมชนมีไม่เพียงพอต่อการบริโภค / อุปโภคของคนในชุมชน

           จากนั้นมีการศึกษาเรียนรู้และสืบค้นสาเหตุของการลดลงของทรัพยากรดังกล่าว ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ การเก็บข้อมูลปริมาณผู้ใช้น้ำในชุมชน เพื่อศึกษาเรียนรู้การค้นหาปริมาณน้ำที่ชุมชนนำมาอุปโภคบริโภคในแต่ละปี ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์กำลังการผลิตน้ำให้เพียงพอต่อการบริโภคของคนในชุมชนอีกทั้งร่วมกันค้นหาสาเหตุของปัญหาน้ำไม่พอใช้ ในช่วงฤดูแล้ง โดยเชื่อมโยงไปสู่ทรัพยากรธรรมชาติป่าต้นน้ำที่เกิดการเปลี่ยนแปลง และได้ศึกษาเรียนรู้ว่า หากป่าต้นน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ก็จะสามารถผลิตน้ำได้เพียงพอต่อการบริโภค / อุปโภคของคนในชุมชน เพราะป่าต้นน้ำเป็นแหล่งผลิตน้ำโดยธรรมชาติของคนในชุมชน ซึ่งเป็นพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่  และศึกษาเรียนรู้ ที่มีความแตกต่างของระบบนิเวศ มีความหลากหลายทางชีวภาพ

          การขับเคลื่อนนี้ทั้งสามวงล้อนี้ ทำให้ทราบว่า หากล้อไหนเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านบวกหรือทางด้านลบก็จะส่งผลกระทบต่อล้ออื่น ๆ ที่เหลือด้วย เพราะฐานทรัพยากรธรรมชาติมีระบบนิเวศที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันระหว่างทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในชุมชน 

ความเชื่อมโยงกันระหว่างระบบนิเวศของคนกับระบบนิเวศของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละส่วน

        กระบวนการฟื้นฟูหรือการสร้างกระบวนการเรียนรู้จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงกันระหว่างระบบนิเวศของทรัพยากรธรรมชาติทั้ง ๓ ฐานวงล้อที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งระบบ หากมีการจัดการก็จะต้องมีการจัดการทั้งระบบ เฉกเช่นกับระบบนิเวศของ คน จาก ๓ ระดับฐานที่มีความแตกต่างกันของแต่ละระดับชั้น ที่ต้องมีการประสานงานกันและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเชื่อมโยงกันต่อกัน ได้แก่

       ระดับฐานบน ๑ หน่วยงานรัฐ / องค์กรเอกชน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีทั้งองค์ความรู้และงบประมาณที่จะช่วยหนุนเสริมกระบวนการทำงานได้ แต่ขาดบุคคลากรในการทำงานในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติมีน้อย

        ระดับฐานกลาง  ๒ เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะปานกลาง ไม่ค่อยสนใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นสิ่งไกลตัวเพราะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจึงไม่มีเวลาที่จะทำเรื่องเหล่านี้

        ระดับฐานล่าง ๓  เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะยากจน จะต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่จะต้องดำรงชีวิตให้อยู่ได้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีแนวคิดหรือระบบคิดที่จะมีการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติ กลุ่มคนเหล่านี้จะถูกผลกระทบโดยตรง เพราะทรัพยากรธรรมชาติเปรียบเสมือนหม้อข้าวหรือธนาคารธรรมชาติแห่งชีวิตสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเมื่อธนาคารธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์และมีการฝาก ผ่านการฟื้นฟูอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ถ้ากลุ่มคนเหล่านี้มีอยู่มากมายในชุมชนและสามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อน การจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติได้หากได้รับโอกาส และมีกลไกเครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน ก็สามารถจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง เกิดเป็นความเข้มแข็ง ความมั่นคงของคนในชุมชน

        จากการวิเคราะห์ข้อมูลในสิ่งที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนทั้ง ๓ ระดับฐาน จะต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมในการร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเติมเต็มสิ่งที่ยังขาด และการผสมผสานกระบวนการทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนจากความคิดเห็นและนำข้อมูลมาร่วมกันและร่วมกันถอดบทเรียนจากประสบการณ์ในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกันเรียนรู้ ร่วมกันทำ และเป็นกลไกร่วมกันในขับเคลื่อนหาทางออกในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีของคนในชุมชน โดยการสร้างกระบวนการเครือข่ายภาคีในการดำเนินงานที่มีความแตกต่างของคนแต่ระดับเข้าด้วยกัน ให้เกิดเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานที่มีพลังที่ยิ่งใหญ่ในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนให้มีความยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงของคนในชุมชนต่อไป

                                                                                       ฝ้าลี่ห๊ะ   ผดุงชาติ  (จ๊ะสาว )

                                                                                        นักวิจัยบ้านบางกล้วยนอก