สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
ความมั่นคงอาหาร: ความมั่นคงของเกษตรกรและชุมชนเกษตรกรรม
 

เพราะอาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ เป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ ดังนั้นการเข้าถึงอาหารจึงถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์”

 

ในยุคโลกาภิวัฒน์ หากพูดถึงอาหาร จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องการค้า ราคาและการเข้าถึงอาหารด้วย เพราะ อาหารถูกทำให้เป็นสินค้า สิทธิด้านอาหารซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ได้ถูกบั่นทอนลง ภายใต้การเปิดเสรีทางการค้า ทำให้คนยากจน รวมถึงผู้ผลิต เข้าไม่ถึงอาหาร จนกลายเป็นวิกฤติอาหารที่กำลังลุกลามไปทั่วโลกในขณะนี้

สำหรับระบบอาหารของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อประเทศเดินหน้าเข้าสู่การปฏิวัติเขียว ประมาณ พ.ศ. 2504  โดยการผลักดันของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่มีนโยบายและคนของรัฐเป็นเครื่องมือ ทำให้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมที่อิงกับการพึ่งตนเองและธรรมชาติ ต้องละเลยระบบเกษตรหรือวิถีการผลิตอาหารของตนเอง ผลิตอาหารโดยคำนึงถึงแต่ปริมาณ และการค้า นั่นเท่ากับว่าเรานำระบบอาหารของประเทศเข้าสู่การขาดอำนาจในการผลิตและการกระจายอาหาร แต่กลับให้ความสำคัญกับการผลิตเพื่อการค้าซึ่งเท่ากับเป็นการนำอาหารมาผูกติดไว้กับค่าของเงิน ละทิ้งวิถีการผลิตดั้งเดิมของชุมชน มุ่งเข้าสู่กลการค้า  พึ่งพากลุ่มทุน เทคโนโลยี สารเคมี พืชเศรษฐกิจเพียงไม่กี่ชนิด  นโยบายรัฐและพันธะสัญญาจากบริษัท ความเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบและเป็นขบวนการ และส่งผลกระทบต่อระบบอาหารของไทยอย่างหลีกไม่ได้



ผลกระทบต่อปริมาณและความหลากหลายของอาหาร ถึงแม้ว่าเราจะมีศักยภาพสูงในด้านการผลิตอาหารที่หลากหลาย มีคุณค่าทางวัฒนธรรม และสังคมในมิติต่าง ๆ แต่ก็ยังมีอาหารบางชนิดที่ต้องนำเข้า เช่น นม  ถั่วเหลือง  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในด้านปริมาณนั้น ประเทศเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าอยู่บ้างถึงแม้ว่าเราจะผลิตอาหารได้เพียงพอต่อการบริโภค หากเข้าไปในตลาดสด จะเห็นมีพืชผักหลัก (ผักปัญญาอ่อน)  อยู่เพียง 8 ชนิด ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว กวางตุ้ง พริกขี้หนู แตงกวา นั่นแสดงถึงความหลากหลายของพืชอาหารที่ลดลง ทำให้ทางเลือกในการบริโภคอาหารน้อยลง

เมื่อระบบกระจายอาหารขึ้นอยู่กับกลไกการตลาด วัฒนธรรมอาหารและการบริโภคก็เปลี่ยนไป  ระบบการแบ่งปันลดลง  เกิดการละเลยต่อคุณค่าของอาหารท้องถิ่น คนรุ่นใหม่เปลี่ยนค่านิยมในการบริโภคตามกระแสการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าภายในระยะเวลาอันสั้น การบริโภคอาหารที่มีความเป็นเฉพาะถิ่น หรืออัตลักษณ์  ภูมิปัญญาการทำมาหากินของท้องถิ่นจะหมดไป ในขณะที่อาหารขยะหรืออาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการจะเข้ามาแทนที่

ราคาอาหารสูงขึ้น เนื่องจากกระบวนการผลิตและอำนาจการจัดการอาหารอยู่ภายในมือของกลุ่มพ่อค้านายทุน ทำให้อาหารกลายเป็นสินค้า ราคาผูกอยู่กับสภาวะตลาด  การขนส่ง สนธิสัญญาระหว่างประเทศและและราคาน้ำมัน  ซึ่งปลายปี 2550 เป็นต้นมา ราคาอาหารปรับสูงขึ้นร้อยละ70-100  โดยเฉพาะราคาข้าว ที่ปรับเพิ่มขึ้น กว่าร้อยละ  75  ทำให้ชุมชนที่ไม่ได้ทำการผลิตพืชอาหารต้องเผชิญกับปัญหาราคาอาหารที่สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่ง หน่วยวิจัยเศรษฐกิจ (Economic Research Service : ERS) ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ได้เตือนว่า ราคาธัญพืชทั่วโลกจะยังคงปรับขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1 ทุกปี ไปจนถึงปี 2559  ราคาธัญพืชจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8.3 ซึ่งปัญหาข้าวยากหมากแพงก็จะทวีความรุนแรงขึ้น

ทรัพยากรอาหารถูกทำลายจากกระบวนการผลิต ที่มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการเชิงปริมาณของตลาด   เมื่อกลุ่มผู้ผลิตมุ่งเพิ่มผลผลิตเพื่อตอบสนองตลาด ใช้สารเคมีในปริมาณมาก  การใช้พันธุกรรมและเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน์อันเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติ

ราคาน้ำมันแพงขึ้น หลายๆ ประเทศต่างพยายามหาพลังงานทดแทน โดยเฉพาะ พลังงานจากพืช ประเภทอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด เพื่อผลิตเอทานอล  (ethanol) ใช้แทนเบนซิน และใช้พืชประเภทถั่วเหลือง ปาล์ม มะพร้าว สบู่ดำ และเมล็ดพืชน้ำมันอื่นๆ ผลิตไบโอดีเซล ใช้แทนน้ำมันดีเซล  องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าในปี  พ.ศ. 2573 จะมีความต้องการใช้พืชพลังงาน 92.4 ล้านตัน หากต้องการทดแทนน้ำมันจำนวนมาก ก็ต้องใช้พืชจำนวนมาก และก็จำเป็นต้องมีพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากเช่นกัน   ขณะที่ LMC International รายงานว่า ถ้าจะใช้พืชพลังงานผลิตพลังงานทดแทนน้ำมันเพียง ร้อยละ 5  ของความต้องการทั้งหมดของโลก ก็ต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกอีก 625 ล้านไร่ ซึ่งแน่นอนว่า การสนองความต้องการเหล่านี้ย่อมแย่งชิงพื้นที่ในการผลิตอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ยิ่งกว่านั้นพืชพลังงานเกือบทุกชนิดต้องการน้ำในปริมาณมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตพืชอาหารชนิดอื่นตามไปด้วยทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงปัจจัยการผลิต

การส่งเสริมและกระตุ้นให้เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงาน นอกจากจะเกิดการแย่งพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารของทั้งคนและสัตว์แล้ว ยังเกิดการบุกรุกป่า ทั้งป่าสาธารณะและป่าหัวไร่ปลายนา ดังกรณีของบ้าน ดงดิบ ต.โพนทอง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด  ที่มีการปลูกมันสำปะหลังในหมู่บ้านเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2512 และเมื่อปี พ.ศ.  2540 โรงงานน้ำตาลก็ตั้งขึ้นห่างหมูบ้านเพียง 20 กม. มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อยอย่างจริงจัง  ทำให้พื้นที่ป่า ตามหัวไร่ปลายนา  ถูกโค่นถางเพื่อปรับพื้นที่เพื่อปลูกอ้อย ยิ่งไปกว่านั้น คือ มีการส่งเสริมการปลูกอ้อยอย่างอย่างเข้มข้นของโรงงานน้ำตาล ด้วยการจ่ายเงินโบนัสเพิ่มให้ไร่ละ 500 บาท ส่งผลให้มีพื้นที่ปลูกอ้อยขยายไปถึงที่นา

ชาวบ้านดงดิบปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ  ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นพืชชนิดไหน มีราคาดี แต่ด้วยเหตุปัจจัยการผลิตที่ควบคุมเองไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับความเสี่ยง ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติที่ชาวบ้านเคยได้ใช้ประโยชน์ ได้ถูกทำลายจากการขยายพื้นที่การใช้สารเคมี  ผลที่ตามมา คือดินเสื่อมคุณภาพ   ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี แหล่งอาหารถูกทำลายไปจนกระทั่งเหลือเพียงลำห้วยที่พอหาปลาได้บ้างในฤดูฝน และอาหารจากรถเร่หรือรถพุ่มพวงที่เข้ามาทุกวัน ดังนั้นความมั่นคงทางอาหารของชาวบ้านดงดิบ จึงแขวนไว้กับรายได้จากการปลูกพืชเศรษฐกิจมาโดยตลอด

 

 

การวิจัยเพื่อท้องถิ่น : กระบวนการปกป้องและสร้างความมั่นคงอาหารของไทย

ภายใต้สถานการณ์วิกฤตอาหารและวาทะกรรม การพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาของสังคมโลก ยังมีกลุ่มชาวบ้านที่รวมพลังกันฟื้นฟูความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนของตนเอง โดยใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน ภายใต้การหนุนเสริมของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการ  (สกว. ) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ภายใต้ชุดโครงการเสริมสร้างอธิปไตยทางอาหารด้วยกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนประเทศไทย และเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนภาคอีสาน ดังเช่นกรณีของ ชาวบ้านป่าตอง ต.บ้านกู่ อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม ที่กำลังทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาของท้องถิ่นเรื่อง การฟื้นฟูฐานอาหารเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของหมู่บ้าน มีระยะเวลาในการศึกษาวิจัย ประมาณ 2 ปี (ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองปฏิบัติการ) ซึ่งจากการศึกษา ชาวบ้านได้ค้นพบหัวใจของความมั่นคงอาหาร คือ “หากจะสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน ชาวบ้านจะต้องสร้าง ระบบการพึ่งตนเองและการพึ่งพากันเองในชุมชน” โดยมีนิยามของความมั่นคงทางอาหารของพวกเขาเอง เพื่อเป็นเป้าหมายในการดำเนินการ  คือ “เฮ็ดเองได้, หากินเองได้, แลกเปลี่ยนกันเองได้, พึ่งพากันเองได้”   กล่าวคือ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ผ่านระบบเกษตรกรรมนั้น ชาวบ้านจะต้องผลิตอาหารกันเองให้ได้ จะต้องมีแหล่งอาหารธรรมชาติ ที่ให้ทุกคนเข้าถึงอาหารทั้งจาก ป่า  นา และแหล่งน้ำตามฤดูกาล และมีระบบการแลกเปลี่ยนพึ่งพากันผ่านเครือญาติและเพื่อนบ้าน  และสร้างระบบการเกื้อหนุนและพึ่งพาช่วยเหลือกัน ผ่านการรวมกลุ่ม เช่น ธนาคารข้าว หรือกองทุนต่าง ๆ

เพื่อการนี้ ชาวบ้านบ้านป่าตองจึงได้สร้างตัวชี้วัดความมั่นคงอาหารของตนเองผ่านบทเรียนและประสบการณ์ของครอบครัวและชุมชน เพื่อให้เป็นแนวทางในการฟื้นฟูความมั่นคงทางอาหารของหมู่บ้าน ดังนี้

1.        ต้องทำการผลิต 2 ระบบ

        1.1 การผลิตในระบบไร่นา จะต้องมีที่นาอย่างน้อย 10 ไร่ มีแหล่งน้ำในที่นา 1 ไร่ มีแรงงานที่ช่วยในการผลิตอย่างน้อย 2 คน ระบบการผลิตจะต้องผลิตข้าวอย่างน้อยให้ได้ 350 ถัง/ปี ในพื้นที่นาจะต้องมีผักธรรมชาติอย่างน้อย 6 ชนิด มีแปลงผักสวนครัวในพื้นที่นาพอเพียงกับการเก็บกินในช่วงทำนา มีผลไม้ในที่นาอย่างน้อย 6 ชนิดที่กินได้ตามฤดูกาล และที่นาควรมีไม้ สำหรับใช้สอย ทำพื้น ซ่อมบ้านอย่างน้อย 5 ชนิด

        1.2 การผลิตพืชผักสวนครัว บริเวณรอบบ้านต้องปลูกพืชผักจำพวกพริก ข่า ขิง ตะใคร่ มะกรูด มะนาว  กล้วย  ให้พอกิน และแบ่งปันพี่น้องในชุมชน ได้อย่างเพียงพอตลอดปี

             

2.        ฟื้นฟูแหล่งอาหารธรรมชาติของชุมชน

2.1 พื้นที่ป่าหมู่บ้าน จะต้องมีพื้นที่ผลิตอาหารจากธรรมชาติให้ได้อย่างน้อย 120 ไร่ ซึ่งอาจจะเป็นป่าหัวไร่ปลาย

นา ป่าชุมชน หรือป่าส่วนบุคคล ที่คนในชุมชนไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้  ต้องมีอาหารตามฤดูกาล อย่างน้อย 10 ชนิด ต่อฤดู  “ไปหายามใด๋ กะได่ยามนั้น” (ไปหาเมื่อไหร่ก็ได้มากิน)  เช่น ฤดูฝน มีเห็ด,ไข่มดแดง,ดอกกระเจียว,ดอกอีลอก ความมั่นคงของแหล่งอาหารของพื้นที่ป่าจะยั่งยืนและเข้าถึงได้นั้น ชาวบ้านต้องฟื้นฟูป่าควบคู่กับการสร้างสำนึกการจัดการร่วมของชุมชน และการใช้ประโยชน์ร่วมกัน

2.2 แหล่งน้ำสาธารณะของชุมชน บ้านป่าตองมีลำห้วย 2 แห่ง ความยาวของลำห้วยที่หมู่บ้านดูแลมีระยะทาง 2

กิโลเมตร ชุมชนจะต้องฟื้นฟูให้มีกบ ปลา กุ้ง เขียด และพืชผักธรรมชาติริมห้วย ที่ทุกคนหาได้ในช่วงฤดูฝน อย่างน้อย 5 ชนิด เช่น  บัว ไผ่ป่า และต้องมี การจัดการอย่างมีส่วนร่วม ของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการลดการใช้สารเคมีที่มีผลต่อแหล่งอาหารในน้ำด้วย

 

3.        วัฒนธรรมอาหารชุมชน

                ฟื้นฟูการแบ่งปันอาหารระหว่างกลุ่มญาติ เพื่อนบ้าน และคนทั้งชุมชนนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และทำผ่านงานบุญตาม   ฮีตสิบสอง แบ่งปันให้คนที่ไม่มีอาหารเพียงพอ ได้พึ่งพาผ่านระบบธนาคารของชุมชน มีระบบตลาดทางเลือกจำหน่ายผลผลิตที่อาหารของชุมชนเพื่อให้กลุ่มที่ไม่ได้ทำการผลิตสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเป็นธรรม และปลอดภัย

 

พลังของการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ข้อค้นพบเพื่อการฟื้นฟูชุมชนเกษตรกรรม ให้หลุดพ้นจากวิกฤตอาหาร

ความไม่มั่นคงทางด้านอาหารเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน  หากพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตอาหารจากรูปแบบเดิมของชุมชนสู่การผลิตอาหารตามแนวทางการปฏิวัติเขียว จะเห็นว่า ระบบทุนทางการเกษตรได้มีแผนการและกลวิธีที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพื่อถ่ายโอนอำนาจของอาหารจากมือเกษตรกรสู่มือของกลุ่มทุนอย่างยากที่เกษตรกรและชุมชนจะรู้เท่าทัน

บทเรียนการทำงานด้วยกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของศูนย์ประสานงานวิจัยท้องถิ่นประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนอีสานตอนกลาง ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ชุมชนเกษตรกรรมสามารถไขปริศนาของตนเองเข้าไปแก้ไขวิกฤตอาหารของชุมชน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การแก้ปัญหานั้นมีความจำเป็นต้องร่วมมือกับภาคีต่างๆ เพื่อสร้างการเรียนรู้และค้นหาทางออกร่วมกัน