สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
นักประสานงานชุมชน ชลประทานท้องถิ่นกับการเรียนรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
 

 

กชกร  ชิณะวงศ์

 

“การทำงานร่วมกับหน่วยงาน” เป็นเป้าหมายหนึ่งของยุทธศาสตร์การทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  ที่ต้องการขยายผลเครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเข้าสู่ระบบการทำงานของหน่วยงานภาคีต่างๆ  ซึ่ง “กรมชลประทาน” เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่สนใจใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการทำงาน โดยมีการขยายผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  เข้าสู่งานของกรมชลประทานในรูปแบบงานวิจัยชลประทานท้องถิ่น (ชปท.)  เป็นการดำเนินการผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (โครงการเติมน้ำ เติมชีวิต) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของ 3 องค์กร คือ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)   กรมชลประทาน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งโครงการนี้มีระยะเวลาทำงาน 3 ปี นับจากวันลงนามเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2552 

ลักษณะการทำงานได้มีการคัดเลือกโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 84 โครงการ ในพื้นที่ 9 จังหวัดนำร่อง เป้าหมายเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 84 พรรษาในปี พ.ศ.2554  ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่  น่าน  กาฬสินธุ์ มุกดาหาร  สกลนคร   ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี นครศรีธรรมราช  และนราธิวาส  ซึ่งความร่วมมือการทำงานระหว่างหน่วยงานจะปรากฏในลักษณะที่พี่เลี้ยงในพื้นที่ของ สกว. จะทำหน้าที่ถ่ายทอดบทบาทหน้าที่ของการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ ปส.ชป หรือนักประสานงานชุมชน ชลประทานท้องถิ่น เพื่อไปเป็นพี่เลี้ยงให้แก่นักวิจัยชุมชนในพื้นที่อีกทอดหนึ่ง   การถ่ายทอดงานจะทำผ่านการทำงานในพื้นที่ มีการแลกเปลี่ยนงานกันระหว่าง พี่เลี้ยง สกว.กับน้องนักประสานงานชุมชน ที่บรรดาพี่เลี้ยงทั้งหลายมักเรียกชื่อย่อว่า “น้องๆ ปส.” แรกเริ่มเดิมทีก็ยังรู้สึกประหม่ากันอยู่   ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความไม่มั่นใจ ด้วยว่าพี่เลี้ยง สกว. มักจะเน้นให้น้อง ปส. เรียนรู้ด้วยตัวเอง ติดขัดอย่างไรค่อยมาถามพี่  บางพื้นที่พี่เลี้ยงลงพื้นที่ด้วย เพื่อให้น้องๆ เห็นกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชน   น้อง ปส. หลายคนจึงใช้วิธีครูพักลักจำมาเป็นแบบอย่างในการลงพื้นที่ในคราวต่อๆ ไปได้เป็นอย่างดี  ในขณะที่บางคนก็ยังมีข้อกังขากันอยู่ว่า “ทำไมพี่ไม่บอกตรงตรงเลยว่าจะต้องทำอะไร  บอกกันมาให้ชัดเจน จะได้ทำได้ทันที  ไม่ต้องเสียเวลา”

    ความคลุมเครือในใจ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่เลี้ยงกับน้อง ปส.ยังไม่แน่นแฟ้น ไม่ซาบซึ้งกันเท่าที่ควร  .....ความสัมพันธ์เริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น เมื่อ มีการทำ Work Shop  เติมเต็มความรู้ให้แก่ ปส. เรียกได้ว่าเป็นการพบปะกันระหว่างพี่เลี้ยง สกว. กับ ปส.แต่ละพื้นที่ และนำเอาปัญหาที่เจอในแต่ละพื้นที่มาแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน  การอบรมอย่างเข้มข้นเพื่อติดอาวุธทางปัญญาและเรียนรู้เครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเริ่มต้นครั้งแรกที่ตะบูนบานรีสอร์ท  จังหวัดสมุทรสงคราม เป้าหมายของการอบรมเพื่อเรียนรู้เรื่องทักษะการตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยนกับนักวิจัยชาวบ้าน โดยครั้งนั้นได้วางโปรแกรมลงพื้นที่โครงการวิจัยแพรกหนามแดง ซึ่งมีประเด็นปัญหาใกล้เคียงกับงานของชลประทาน นั่นคือเป็นงานวิจัยประเด็นการจัดการน้ำ   การอบรมมีการแบ่งเป็นกลุ่มการเรียนรู้ออกเป็น 3 กลุ่ม  กลุ่มที่ 1  เชียงใหม่/น่าน/สกลนคร  กลุ่มที่ 2 เพชรบุรี /ประจวบคีรีขันธ์ /กาฬสินธุ์  กลุ่มที่ 3 นครศรีธรรมราช/นราธิวาส/มุกดาหาร ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีพี่เลี้ยง สกว.ประกบ เพื่อร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อเสนอแนะ

 ลักษณะการเรียนรู้ในพื้นที่จะเป็นการหมุนเวียนไปตามฐานต่างๆ กำหนดไว้ทั้งหมด 3 ฐาน ประกอบด้วย ฐานที่หนึ่ง ฐานเรียนรู้เรื่องนากุ้ง  ฐานนี้มีพี่ปัญญา โตกทอง  หัวหน้าโครงการวิจัย และพี่พจนา วิเชียรฉาย นั่งแท่นเป็นผู้ให้ข้อมูล   ฐานที่สอง ฐานการเรียนรู้เรื่องประตูน้ำ  ฐานนี้มีคุณลุงอุมา  ศิลาวงศ์
พี่ฐิชาณพงษ์  สร้อยทอง และคุณป้าทองคำ  เจือไทย เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้  ฐานที่สาม ฐานการเรียนรู้เรื่องนาข้าว  มีคุณลุงสมบูรณ์  แดงอรุณ  คุณลุงสมพร  เกตุแก้ว   พี่นิภา  บัวจันทร์ และพี่พจนา  วิเชียรฉาย เป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูล   ซึ่งทั้งสามฐานเรียนรู้ มีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน ในเรื่องปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่แพรกหนามแดง  การแลกเปลี่ยนพูดคุยกับทีมวิจัยในชุมชน ทำให้เจ้าหน้าที่ ปส.ได้เห็นการนำเอากระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปใช้ในการคลี่คลายความขัดแย้งของคนในชุมชน  สิ่งที่ ปส.ได้เรียนรู้คือการฝึกตั้งคำถาม  ฝึกการสังเกต  การเรียนรู้กระบวนการวิจัยและเทคนิควิธีการทำงานร่วมกับชุมชน  ซึ่งการพูดคุยกับทีมวิจัยทำให้หลายคนรู้สึกทึ่งกับความสามารถของนักวิจัยชาวบ้าน  เกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพของชาวบ้าน
“ถึงแม้จะเป็นชาวบ้าน แต่ก็ทำงานวิจัยได้ และทำได้เยี่ยมซะด้วย”   เรียกได้ว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการอบรมอย่างเข้มข้นครั้งแรก ทำให้ ปส.เข้าใจแนวคิดและหลักการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นชัดเจนขึ้น  มีความเชื่อมั่นในเครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เชื่อมั่นในศักยภาพของนักวิจัยชาวบ้าน  และสามารถนำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพื้นที่ไปปรับใช้ได้ในการทำงาน  ... อย่างไรก็ตาม ด้วยความเข้มของตารางการอบรม ผนวกกับความไม่คุ้นชินกับการทำงาน และความไม่คุ้นเคยกับทีมพี่เลี้ยง สกว.มากนัก ทำให้เห็นช่องว่างเล็กๆ ระหว่างกัน  มีเสียงสะท้อนว่า “ตารางอบรมแต่ละวันแน่นมาก ในขณะที่เวลาในการอบรมค่อนข้างน้อย  ...อยากเรียนรู้แบบได้ทั้งสาระและความบันเทิง  น่าจะจัดกิจกรรมที่ผ่อนคลายมากกว่านี้”

 

จากสียงสะท้อน ทำให้บรรดาพี่เลี้ยง สกว.และทีมกระบวนการฝึกอบรมของกรมชลประทาน ต้องนำกลับมาคิด วิเคราะห์ และวางกระบวนการฝึกอบรมครั้งที่ 2  โดยเน้นใจเรื่องของ “ใจ” เป็นสำคัญ  ทำอย่างไรจะทำให้ ปส. ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองและงานที่กำลังทำอยู่  อะไรเป็นสิ่งที่ยังติดค้างอยู่ภายในใจ  และที่สำคัญต้องลดช่องว่างระหว่างพี่เลี้ยงกับ ปส.ลง เพื่อให้การทำงานในพื้นที่เป็นไปได้ด้วยดี และใช้ฐานความสัมพันธ์ในการขยับขับเคลื่อนงานร่วมกัน    การอบรมครั้งที่ 2 ที่โรงแรมภูเขางามรีสอร์ท จังหวัดนครนายก จึงมีเป้าหมายหลัก สามประการ คือ การสร้างพลัง สร้างความสัมพันธ์  และเติมการเรียนรู้เทคนิคเครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  โดยใช้ลักษณะการอบรมแบบ “Play & Learn” 

การเรียนรู้ไปกับการ Work shop ครั้งนี้ จึงเป็นการจัดกิจกรรมสัมพันธ์ เรียนรู้ผ่านการเล่นเกมส์  สลับกับการเรียนรู้เรื่องเครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่เป็นประโยชน์กับการทำงานในพื้นที่ของนักประสานงานชุมชน  เช่น  กิจกรรมการฟังอย่างลึกซึ้ง   จะฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีต้องทำอย่างไร ?  หัวใจของการฟัง เป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  นำไปสู่การศึกษาตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน  ดังนั้นถ้าเราต้องการให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างแท้จริง  เราต้องเปิดใจให้กว้าง เพื่อยอมรับการความคิดเห็นในทุกๆ เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น  จากทักษะการฟัง  นำไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องของการคิด วิเคราะห์ประเด็นปัญหา โดยในการอบรม วิทยากรกระบวนการได้สอนเรื่องการคิด วิเคราะห์ประเด็นปัญหา 3 แบบ คือ การคิดแบบอริยสัจสี่  การคิดแบบเชื่อมโยง และการคิดแบบเปรียบเทียบ   ซึ่งทั้ง 3 แนวคิด สามารถนำมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ได้  การใช้แนวคิดอริยสัจสี่ ทำให้เราเรียนรู้เรื่อง ทุกข์  (ปัญหา)  สมุทัย (สาเหตุ) นิโรธ (เป้าหมาย) และมรรค (วิธีการ)  ในขณะการคิดแบบเชื่อมโยงทำให้เห็นว่า ทุกสรรพสิ่งมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน  ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนอาจจะมีสาเหตุหรือที่มาของปัญหาที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เช่นเดียวกัน ผลที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์หนึ่งๆอาจจะมีที่มาจากเหตุและปัจจัยเดียวกัน   สำหรับแนวคิดแบบเปรียบเทียบนั้น สามารถนำมาใช้ในเรื่องของการวิเคราะห์เหตุการณ์ก่อนหรือหลังทำวิจัย  กระตุ้นให้ชุมชนคิดวิเคราะห์ถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะเกิดผลอย่างไร  หรือถ้าใช้วิธีการแบบนี้ในการทำงานแล้วจะเกิดผลดี ผลเสียอย่างไร   ซึ่งการเรียนรู้แนวคิดทั้งสามแบบนี้วิทยากรจะแจกบทความให้อ่านก่อน   จากนั้นให้ลองนำแนวคิดทั้งสามแบบไปใช้ในการวิเคราะห์  แล้วกลับมาแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม  เป็นลักษณะการเรียนรู้ที่ได้ฝึก ทั้งทักษะด้านการฟัง การอ่าน การพูด และการเขียน  สุดท้ายจึงเป็นการเรียนรู้กิจกรรมการตั้งคำถาม เรียกได้ว่าเป็นการอบรมที่ ปส. ได้ฝึกฝนหลัก “สุ จิ ปุ ริ” อย่างครบถ้วน 

ช่วงเวลาต่อจากนี้ จึงเป็นความท้าทายของกลุ่มนักประสานงานชุมชน ชนประทานท้องถิ่น (ปส.ชป.) ในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับการติดอาวุธทางปัญญาไปแล้ว จะได้กลับลงไปทดลองใช้เครื่องมือในพื้นที่จริง  ผลจะเป็นอย่างไร คงเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามและนำมาแลกเปลี่ยนกันในคราวต่อไป   แต่อย่างน้อยน้อยเราก็ได้เห็นรอยยิ้มและแววตาที่มุ่งมั่นของน้อง ปส.  หลังสิ้นสุดการอบรมครั้งที่ 2 หลายคนสะท้อนว่า  “นี่คือสิ่งที่รอคอยมานาน   ความสัมพันธ์และความสนิทสนมกับกลุ่มพี่เลี้ยงดีขึ้นมาก  ซึ่งเราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันบนฐานความสัมพันธ์อันดี จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่จุดหมายปลายทางที่กำหนดร่วมกันได้อย่างงดงาม  อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้มากกว่าความสำเร็จของงาน  นั่นคือเป็นการเปิดมิติใหม่ของการบูรณาการงานร่วมกันของหน่วยงานอันเป็นเส้นทางสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต