สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
ทำไมไม่พูดกัน
 

ทำไมไม่พูดกัน

 

“พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น”

 

คงจะจริงอย่างที่คำโฆษณาเคยว่าไว้ เพราะหลาย ๆ ปัญหามันก่อตัวและบ่มเพาะจนประทุขึ้นมา เพียงเพราะว่าเราไม่เคยพูดกัน ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรที่ลุกลามจนเกิดเหตุการณ์รุนแรงนั่นก็ใช่ ถ้าเราทุกฝ่ายหันหน้ามาพูด (และฟัง) กันตั้งแต่แรก ปัญหามันคงไม่บานปลาย และการ “ไม่พูดกัน” ก็กำลังจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่…

 

ไม่ใช่พันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ที่ไหน แต่เป็นการสูญพันธุ์ของภาษา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่าหนักอก ด้วยความเชื่อที่ว่าภาษาท้องถิ่นเป็นสิ่งที่เชยและน่าอาย คนรุ่นหลัง ๆ เลยไม่ยอมพูดจาด้วยภาษาถิ่น หันไปใช้ภาษาหลักกันหมด คาดกันว่าครึ่งหนึ่งของ 6,000 ภาษาที่เรามีใช้กันอยู่ทั่วโลกจะหมดไปภายในปี 2593 ข้อมูลจาก Atlas of Endangered Languages บอกว่าตอนนี้ 50 ภาษาที่ใช้กันอยู่ในยุโรปกำลังอยู่ในอันตราย 14 ภาษาท้องถิ่นในฝรั่งเศสก็ใกล้จะไม่มีคนใช้เต็มที ภาษาท้องถิ่นทั้งหมด 40 ภาษาในไซบีเรียของรัสเซียก็กำลังค่อย ๆ หมดไป อัตราการหายไปของภาษานั้นสูงกว่าอัตราการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถึง 2 เท่า และคิดเป็น 4 เท่าของนกหายาก

 

ในเมื่อมีแคมเปญรณรงค์เรื่องพืชและสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ภาษาที่ใกล้จะสูญหายไปก็น่าจะได้รับการดูแลแบบนั้นบ้าง เพราะการสูญหายไปของภาษาหนึ่งไม่ได้หมายความว่าเราสูญเสียเฉพาะภาษา แต่เรายังสูญเสียความรู้และความคิดที่สั่งสมกันมาของมนุษย์ด้วย

 

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครทำอะไรเลย เพราะเมื่อปลายทศวรรษที่ 80 บนเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่นเหลือคนแก่ที่พูดภาษาไอนุได้เพียงแค่ 6 คนเท่านั้น แต่เมื่อมีการรณรงค์อย่างจริงจังก็มีผู้ใช้ภาษาไอนุมากขึ้น เช่นเดียวกับที่อังกฤษ ภาษาคอร์นิชนั้นไม่มีคนใช้มาตั้งแต่ปี 2320 แต่ก็มีการศึกษาเอกสารเก่า และผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่พูดภาษาคอร์นิชก็พยายามหัดเรียนภาษานี้และสอนภาษานี้ให้กับเด็ก ๆ จนตอนนี้มีคนใช้ภาษาคอร์นิชได้ราว 2,000 คน แถมป้ายจราจรข้างทางในเมืองนั้นก็ยังใช้ภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับภาษาคอร์นิชด้วย

 

สำหรับประเทศไทย มีภาษาอย่างน้อย 15 กลุ่มภาษาที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญหาย คุณเคยรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อภาษาเหล่านี้มาก่อนหรือไม่ ภาษาชอง, กะซอง, ซัมเร, ชุอุ้ง, ญัฮกุร, โซ่ (ทะวืง), ละเวือะ, ก๋อง, มลาบรี, อึมปี้, บิซู, มอเกล็น, เกนซิว, อุรักละโวจ และแสก เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาษาที่ตกอยู่ในภาวะใกล้สูญหายเหล่านี้กำลังได้รับการดูแลจากศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้จับมือร่วมกันทำงานกับตัวเจ้าของภาษาเอง และยังได้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น เข้ามาเสริมทัพอีกแรง เพื่อฟื้นฟูการใช้และรักษาภาษาท้องถิ่นเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป หรืออย่างน้อยก็คงชะลอการตายของภาษาท้องถิ่นลงได้บ้าง

 

กระแสของการดูแลภาษาท้องถิ่นนั้น ถือว่าเป็นกระแสโลกเลยทีเดียว UNESCO ถึงกับประกาศให้วันที่ 21 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันภาษาแม่สากล (International Mother Language Day) ทั้งนี้เพื่อร่วมรณรงค์ให้กับชนพื้นเมืองให้หันกลับมาให้ความสำคัญกับภาษาท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น

 

ไอ้ที่พูดภาษาต่างกันแล้วไม่เข้าใจกัน ไม่น่าแปลกใจ ไอ้ที่พูดภาษาเดียวกันแล้วไม่เข้าใจกันนี่สิ แปลกใจจริงๆ

 

มีเว็บไซต์เกี่ยวกับภาษาหายากที่อยากจะแนะนำ คือ www.ogmios.org,  www.ethonologue.com สำหรับเว็บไซต์ของไทยขอแนะนำ www.langrevival.org ลองเปิดนะ

 

อ้างอิง

ทรงกลด บางยี่ขัน. ต้นไม้ใต้โลก. กรุงเทพฯ : อะบุ๊ก, 2550.

www.langrevival.org