สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
กลยุทธ์การฟื้นโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทรงพลัง
 

                โรงเรียนขนาดเล็กคือโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ได้กลายเป็นประเด็นท้าทายสำคัญของระบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในปัจจุบัน เพราะโรงเรียนขนาดเล็กไม่ค่อยผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ.  ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพในการดำเนินงานด้านวิชาการที่เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

                ผู้เขียนเคยมีโอกาสไปร่วมเกี่ยวข้าวกับนักเรียนตัวเล็กๆ ของโรงเรียนไทรงาม อ.นาโยง จังหวัดตรัง  โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเช่นกัน แต่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ให้ครูและนักเรียนเรียนรู้เรื่องราวรอบรั้วโรงเรียน ตามโครงการ “แนวทางการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น” มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ทำวิจัยโครงการย่อยที่ฟังแล้วมองเห็นภาพคือ “ตามต้นกล้าไปนาข้าว” เห็นความสุขและรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็ก ๆ ทำให้พลอยมีความสุขไปด้วย การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวเกิดจากการที่ครูในโรงเรียนแห่งนั้นร่วมมือกับชุมชนและผู้เรียน ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะ มีวิธีคิด มีกระบวนการคิดวิเคราะห์

                โรงเรียนไทรงามจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กโดยใช้กระบวนการวิจัยท้องถิ่นเพื่อสร้างการเรียนรู้  ฝึกเด็กให้เป็น “ช่าง”  คือ ช่างสงสัย ช่างคิด ช่างวางแผน และช่างสังเกต  ผ่านเรื่องราวของภูมิปัญญาในท้องถิ่น ปลูกฝังให้ศึกษาวิถีชีวิตอย่างกลมกลืน เรียนรู้เรื่องของบ้านตัวเอง  คนในชุมชนก็มีความภาคภูมิใจที่มีโอกาสได้เรียนรู้ร่วมกับนักเรียน   ครูมีหน้าที่เป็นเพียงผู้กำกับ และจัดการเรียนรู้ที่เอื้อกับเด็ก ดังนั้น สิ่งที่เด็กได้รับก็คือ ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กจะเก่งโดยอัตโนมัติ

                เริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อม ชี้แจงวิธีการเรียนรู้แบบใหม่แก่เด็กและผู้ปกครองให้มีความเข้าใจโครงการ ครูและเด็กร่วมกันกำหนดหัวข้อที่ต้องการรู้ มีการสืบค้นจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย มีการลงมือทำจริงๆ เด็กสามารถนำวิธีการที่ได้ไปหาความรู้อื่นๆ ได้เอง หรือที่เราเรียกว่า “Self  Direct Learning” ซึ่งเป็นอาวุธที่ทรงพลัง ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต เมื่อเรามีบุคคลแห่งการเรียนรู้ สังคมเราก็จะกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ไปโดยปริยาย

                หมดสิ้นกันเสียทีกับการเอาเด็กไปขังไว้ในรั้วโรงเรียนหรือห้องสี่เหลี่ยมตั้งแต่เช้า การใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นและการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมาใช้กับโรงเรียนขนาดเล็ก จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ให้โรงเรียนเล็กๆ กลายเป็นสถานศึกษาที่ทรงพลัง  เป็นโรงเรียนที่มีชีวิตชีวา 

                โรงเรียนขนาดเล็กมีจุดเด่นคือ  จำนวนนักเรียนมีน้อย ครูรู้จักเด็กรายบุคคล ดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง  สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็กในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ลักษณะโรงเรียน เช่น จัดเป็นศูนย์การเรียนรู้  ศูนย์การเรียนปนเล่น  ศูนย์ฝึกทักษะชีวิตของท้องถิ่น ฯลฯ

                นอกจากนั้น แนวทางการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กควรจะมีการเริ่มต้นตั้งแต่

1.     สำรวจข้อมูลชุมชน โดยครูกับนักเรียนช่วยกันและมาจัดทำเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน ผู้ปกครอง ภูมิปัญญา ฯลฯ

2.     จัดทำแผนการเรียนรู้และหลักสูตรท้องถิ่นให้สอดคล้องกับแผนตำบลหรือแผนชุมชน

3.     จัดสภาพและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชนให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน  การจัดชั้นเรียนเป็นกลุ่มอายุ  เป็นช่วงชั้น

4.     พัฒนาให้ครูมีทักษะในการสอนแบบบูรณาการและเทคนิคการสอนที่เหมาะสม หลากหลาย เหมาะกับพัฒนาการของสมองและวัยของเด็ก

5.     ครูต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ในการเป็นครูแบบดั้งเดิมที่สอนหนังสืออย่างเดียว เป็นครูที่มีความใกล้ชิดเด็ก เป็นผู้กำกับและคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด ไม่ตัดสินแค่ถูกหรือผิด  ไม่เน้นการสอบแข่งขัน

6.     สร้างเครือข่าย สร้างความรู้ความเข้าใจในภารกิจของโรงเรียน สร้างความรู้สึกความเป็นเจ้าของร่วม ให้ชุมชนตระหนัก และสนับสนุน

7.     มีการติดตามผลและพัฒนาการดำเนินงานต่อเนื่องและถูกวิธี เพื่อผลักดันให้โรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพตามความคาดหวังของชุมชน

8.     ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานเพื่อให้ชุมชนทราบกิจกรรมและความเคลื่อนไหวของโรงเรียน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม การดำเนินงานของโรงเรียน มีการสะท้อนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ

9.     ใช้ปัญหาหรือความต้องการของคนในชุมชนเป็นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 

10.   ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียนรู้ เพื่อเกิดทักษะกระบวนการคิด ตัดสินใจ คิดวิเคราะห์เป็น สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีความใฝ่รู้ รักการเรียนรู้ และใช้กระบวนการวิจัยท้องถิ่น หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ วิจัยชั้นเรียน มาใช้ร่วมกัน

11.   การจัดสภาพแวดล้อม การปรับปรุงอาคารสถานที่ให้มีภาพลักษณ์ที่ดี สะอาด ร่มรื่น

12.   ใช้ทุนทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม มาใช้ให้เกิดประโยชน์

เงินหรืองบประมาณอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก หากแต่ขึ้นอยู่กับการเปิดโอกาส หรือแนวคิดของผู้บริหาร การเรียนรู้ลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมายแต่อย่างใด  สำคัญอยู่ที่ “ครู”  ต้องเข้าใจ และยอมเปลี่ยนวิธีสอนของตัวเอง จึงจะเกิดการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง.

 


นายไมตรี  อินทุกสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

 

 

นักเรียนโรงเรียนไทรงามเข้าไปเรียนรู้ในแปลงนาที่ชาวบ้านยกให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก