สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
ต้นข้าวเต้นระบำ
 

“ครูขา..ดูซิคะ  ต้นข้าวกำลังเต้นระบำ”  น้องทรายชี้ให้ดูทุ่งนาสีเขียวกว้างไกล ตัดสีครามเข้มของท้องฟ้า 

“อืม.. ไหน  ต้นข้าวเต้นระบำยังไง?”  ครูสงสัย

“ดูซิคะ.. เวลาลมพัดมา ต้นข้าวมันเต้นระบำได้ค่ะ”  

น้องทรายปกติเป็นเด็กไม่ค่อยช่างคุย  พยายามอธิบาย

เพื่อนๆ และครูดูตามมือที่น้องทรายชี้  “จริงๆ ด้วย ต้นข้าวกำลังเต้นระบำกันใหญ่เลย” 

กลางแสงแดดยามบ่าย  สายลมพัดอ่อนๆ ต้นข้าวพลิ้วไหว  ร่าเริง  เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

“ทรายชอบมั๊ย”  ครูถาม

“ชอบค่ะ  สวย  หนูชอบดู”  น้องทรายตอบเสียงใส  แววตาเป็นประกาย  ยิ้มเบิกบาน

“ผมก็ชอบครับ ...  หนูก็ชอบค่ะ”  เสียงเด็กๆ แข่งกันพูดลั่นไปทั้งทุ่งนา  

ถึงหน้านาของทุกปี  ทุ่งนาอันกว้างใหญ่นับร้อยไร่ของนาหมื่นศรีเต็มไปด้วยผู้คนที่ลงไปดำนา  เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนาน

 “นาหมื่นศรี” ที่มาของชื่อนี้สอดคล้องกับเรื่องราวหลายๆ เรื่องในตำบล เคยเป็นนาของท่านหมื่น ที่มีภรรยาชื่อศรี 

เป็นแหล่งทอผ้าหลากสีสันหลากลวดลายของชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนที่สืบทอดต่อกันมานับร้อยปี   เป็นท้องทุ่งนากว้างใหญ่ที่ยังคงทำนาเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามสภาพ ตามฤดูกาล  ก็ล้วนแต่เป็นที่มาของ

คำว่า “นาหมื่นศรี” ได้ทั้งนั้น 

แต่หน้านาปีนี้ไม่เหมือนปีก่อน เพราะมีนักเรียนตัวน้อยๆ ลงไปใช้แปลงนาที่ชาวบ้านยกให้เป็น “แปลงเรียนรู้”  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “ตามต้นกล้าไปนาข้าว” หัวข้อวิจัยของชั้นป.2 ของโรงเรียนไทรงาม ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรัง 

เด็กๆ  จะเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่รู้จักพันธุ์ข้าวในท้องถิ่น  การทำนาสมัยก่อน  การใช้ควายช่วยทำนา  ขั้นตอน การทำนา โดยการพากันไปถามย่า – ยาย ที่อยู่ไม่ไกลโรงเรียน  เรียนรู้จากการบอกเล่า ซักถาม  สังเกต ก่อนจะพากันไปฝึก ทดลอง ลงมือทำด้วยตัวเองในทุ่งนาตั้งแต่ต้นจนครบกระบวนการ

เข้าหน้าฝน ช่วงนี้เป็นช่วงดำนา  ชาวบ้านเลิกตัดยางลงไปอยู่ในทุ่งนากันเป็นส่วนใหญ่  เพราะการทำนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนที่นี่

ครั้งนี้คุณครูพาเด็กๆ ไปดูชาวบ้านดำนาเสียก่อน     เพื่อจะได้ลงมือทำเองในแปลงเรียนรู้  ระหว่างทางมีเรื่องราวให้เด็กๆ ได้สนุกสนาน ตื่นเต้นตลอดเวลา  คำถามมากมายปรากฏในแววตาใส  ของเด็กๆ 

 

 

“ครูครับ.. ทำไมถ้ำมีรูล่ะครับ  แล้วทำไมมีรังผึ้งอยู่ที่หน้าผาล่ะครับ”

“ทำไมมีหินย้อยลงมาจากก้อนหินใหญ่  แถมก้อนหินที่เป็นภูเขามีตั้งหลายสี”

“ดินมาจากไหนครับ”

“ทำไมบนภูเขาถึงมีต้นไม้คะ”

“เขาสร้างพระไว้ทำไมครับ  แล้วทำไมมีพวงมาลัยอยู่ที่พระ”

 “ทำไมต้นกล้า เขาไม่เรียกว่าต้นข้าว”

“แม่พระโพสพเป็นคนหรือเป็นข้าวคะ”

“ทำไมเขาไม่ใช้ควายไถนาเหมือนเมื่อก่อน  ถ้ายังมีควายไว้ทำนาก็ดีซิครับ  พวกเราอยากขี่ควาย”

ฯลฯ

หลายคำถามน่าสนุกในการค้นหาคำตอบ แต่การจะบอกคำตอบให้เด็กก็คงไม่สนุก   บางอย่างครูเองยังไม่รู้  ครูเลยลองภูมิเด็ก  “สงสัยกันจัง  แล้วเราจะไปหาคำตอบเหล่านี้ได้จากไหนได้บ้าง?” หลายคนแย่งกันตอบ

“ถามผู้ใหญ่   พระ  ครู   คนแก่ ยายที่บ้าน  คนที่อยู่ใกล้ๆ ถ้ำ คนที่รู้เรื่องถ้ำ พิสูจน์เอง  ถามคนที่รู้  ไปหาในหนังสือ”

สำคัญนักเจ้าเด็กพวกนี้  ชักจะเก่งขึ้นทุกวัน

“แล้วดำนาเขาดำกันยังไง”  ครูลองทวนความรู้ในหัวน้อยๆ  ของเด็กชั้นป.2

ออย  ปกติซนเงียบบัดนี้คุยเก่งขึ้นทุกวัน ไม่กลัวตอบไม่ได้ ค่อยๆ อธิบายช้าๆ  แต่มั่นใจว่า

“เราต้องไปถอนต้นกล้าที่เพาะเอาไว้มาก่อน  แล้วก็เอาไปดำในนาของเรา อุ้มกล้าไว้ที่แขน ดึงต้นกล้าทีละ 3-4 ต้น  แล้วก็เอาหัวแม่มือจับที่โคนต้นกล้าปักลงไปในดิน อย่าให้ต้นข้าวหัก เดี๋ยวมันจะตาย  เข้าแถวให้มันเหมือนเขียน ก.ไก่ด้วยมันจะได้สวยๆ   แล้วก็ต้องปลูกแบบถอยหลังจะได้ไม่เหยียบต้นข้าว เสร็จแล้วก็ต้องใส่ปุ๋ย พอมันโตหน่อยก็หาไข่หอยเชอรี่ให้มันบ้าง  มันชอบกัดกินต้นข้าว  ย่าผมก็ทำนาเป็น  ผมชอบเล่นโคลน  ชอบรถไถ  แล้วก็นกกระยางขายาวๆ ตัวสีขาวมากครับ มันชอบไปยืนเล่นใกล้ๆ วัว  แต่พอเราเดินไปใกล้มันก็บินหนี”  ช่วงนี้หน้านา วัวส่วนใหญ่ถูกล่าม  แปลงนาจะได้ไม่เสียหาย

 

 

ต๊ะ  หนุ่มน้อยแสนซน  ช่างพูด แต่เรียนหนังสือไม่เก่ง พูดไปอีกเรื่อง  “ผมชอบหาปลากัดในนาครับ”

ส่วนดำ ตัวโตที่สุดในห้องและตัวดำสมชื่อ บอกว่า “เมื่อก่อนผมเคยไปเที่ยวในนากับยาย แล้วผมก็ไปดำน้ำเล่นกับพี่ กับเพื่อนข้างป่าสาคู  สนุกมาก”

 ดำเคยเป็นเด็กที่เกเรมาก ชอบรังแกเพื่อน  ไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้เรียบร้อยผิดหูผิดตา เพราะเราจับมือสัญญากันแบบลูกผู้ชาย ว่า เราจะไม่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า และจะไม่พูดคำหยาบ ดำกำลังรักษาสัญญา 

ตุ๊กตา สาวน้อยช่างคิด  บอกว่า “หนูชอบดูไข่หอยเชอรี่ที่เกาะอยู่ตามกอข้าว สีชมพูเคลือบขาวเม็ดเล็กๆ ติดกันเป็นก้อน  ดูสวยดี  แต่ยายบอกว่า มันเป็นศัตรูตัวร้ายของต้นข้าว”  ยายของตุ๊กตาทำนาเก่ง ตุ๊กตากำลังเรียนรู้ตามยาย

น้าปลื้ม ภารโรงที่ชอบขับรถพาเด็กไปเรียนรู้นอกโรงเรียน  เอารถมารับแล้ว  เด็กๆ ไม่รอช้า รีบวิ่งข้ามคูน้ำไปขึ้นรถ  ระหว่างทาง มีสิ่งน่าสนใจมากมาย  อาจเป็นสิ่งธรรมดาๆ ที่เคยเห็น แต่หากไม่ได้สังเกต ไม่ได้เรียนรู้ ก็จะเป็นแค่สิ่งที่ผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้คุณค่าอะไร 

การเรียนรู้ที่แท้ คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงย่อมมีพลัง สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กได้มากมาย และจะสามารถบูรณาการสู่การเรียนรู้อื่นๆ การเรียนรู้แบบนี้สำคัญกว่าตัววิชาหรือเนื้อหาในหนังสือ 

แดดยามเย็นวันนี้งดงามกว่าทุกวัน  เด็กๆ ชี้ชวนสิ่งต่างๆ สองข้างทางให้ดูด้วยความตื่นเต้น

อาทิตย์หน้าถึงเวลาที่เด็กๆ จะต้องดำนาเองจริงๆ  อีก 3-4 เดือน  ข้าวก็จะสุกเหลืองอร่ามเป็นสีทอง ถึงตอนนั้น เด็กๆ จะเก็บข้าวด้วยแกระ หรือที่ชาวบ้านเรียก “แกะ” ซึ่งเป็นการเก็บแบบเดียวกับที่รุ่นปู่รุ่นย่าเคยเก็บ

ต้นไม้ต้องการคนดูแล  เด็กๆ ก็เช่นกันต้องการคนดูแล  เพื่อให้เติบโตเป็นต้นกล้าที่ดี มีคุณภาพ

เป็นกล้าต้นน้อยที่สามารถยืนหยัดบนผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ 

ต้นข้าวเต้นระบำเริงร่า ดีใจ ..  อีกไม่นานจะมีกล้าต้นใหม่...ทดแทน

            ข้างนอก.. เป็นห้องเรียนกว้างใหญ่ไพศาลเพียงพอสำหรับทุกชีวิต  เป็นห้องเรียนที่มีอยู่ในชีวิตจริง 

อยู่ที่ครู... จะเปิดรั้วให้เด็กๆ ได้มีก้าวที่กล้าและเข้มแข็งหรือไม่

 

 

หมายเหตุ  โครงการตามต้นกล้าไปนาข้าว เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมโครงการแนวทางพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้ กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น โรงเรียนไทรงาม อ.นาโยง จังหวัดตรัง  สัญญาเลขที่ RDG52S0006 สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  (สกว.)

ขนิษฐา  จุลบล

พี่เลี้ยงหนุนเสริมโครงการวิจัยประเด็นการศึกษาจังหวัดตรัง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น

รายงาน