สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
นโยบายกับทิศทางการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ปี 2554
 

นโยบายกับทิศทางการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  ปี 2554

โดย ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง

ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น

                ในปี 2554 นี้ การวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้ก้าวย่างขึ้นขวบปีที่ 13 ถ้านับตามอายุของคนเราก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตระหว่างวัยเด็กกับวัยรุ่น  ซึ่งเรามักจะสับสนกับชีวิตของตนเอง  การวิจัยเพื่อท้องถิ่นเอง  อาการไม่แตกต่างมากนัก  ช่วงนี้เป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ  ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสถานที่  การลดลงของคนทำงานส่วนกลาง  และข้อจำกัดด้านงบประมาณ  ดังนั้นงานหลักในปี 2554 จึงมุ่งสร้างคุณภาพงานมากกว่าการขยายงาน  เพื่อให้เกิดรูปธรรมงานในขอบเขตพื้นที่ที่ชัดเจน  ที่จะสามารถนำไปสู่การสื่อสารกับสังคมให้เห็นคุณค่าของงานวิจัย ก่อนจะยกระดับไปสู่การขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายต่อไป

ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

 ในระยะต่อไปการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จะพยายามดำเนินการในเชิงยุทธศาสตร์  ภายใต้ความเชื่อพื้นฐานที่ว่า การวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยจากฐานราก ดังนั้นการปฏิรูปประเทศไทยที่สมบูรณ์ ชุมชนทุกท้องถิ่นต้องมีโอกาสในการวิจัยปฏิรูปท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งถ้าประมาณการว่าชุมชนในท้องถิ่นไทยมีประมาณ 80,000 ชุมชน ในขณะที่ศักยภาพของงบประมาณการวิจัยเพื่อท้องถิ่นสามารถสนับสนุนการวิจัยได้ปีละประมาณ 200 โครงการ หรือ 200 ชุมชน  นั่นก็หมายความว่าเราต้องใช้เวลาในการสนับสนุนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นถึง 400 ปี  ดังนั้นเพื่อเร่งเวลาการทำงานภายใต้ข้อจำกัด  คงไม่ใช่ภารกิจของการวิจัยเพื่อท้องถิ่นแต่เพียงฝ่ายเดียวในการขับเคลื่อนการวิจัยแบบนี้ หน่วยงานที่เกี่ยงข้องอีกหลายหน่วยงานก็มีภาระเช่นเดียวกัน  ดังนั้นยุทธศาสตร์ของการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการขับเคลื่อนงานจึงมุ่งวางระดับการขับเคลื่อนงานเป็น 3 ระดับ ดังแผนภาพต่อไปนี้

            การสร้างคุณภาพของการวิจัยเพื่อท้องถิ่น  การวิจัยเพื่อท้องถิ่นโดยทั่วไปได้วางเป้าหมายของการวิจัยไว้ 3 ประการ คือ  การสร้างนักวิจัย (พุทธะ)  การสร้างงานวิจัย (ธรรมะ)  และการสร้างกลุ่มองค์กรเครือข่ายและพื้นที่วิจัย (สังฆะ)  ซึ่งจะมีความแตกต่างกับการวิจัยแบบอื่นที่มุ่งเน้นการได้มาซึ่งองค์ความรู้จากการวิจัยแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นคุณภาพของการวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงวางอยู่บนฐานคุณภาพของนักวิจัย คุณภาพของงานวิจัย และคุณภาพของพื้นที่วิจัย  ทั้งหมดนี้จะรวมเรียกว่าการสร้างพื้นที่รูปธรรมของการวิจัย

            คุณภาพนักวิจัย  ปริมาณนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นในแต่ละโครงการมีประมาณ 10-40 คน คุณภาพของนักวิจัยเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการตื่นรู้เรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเอง ทั้งในด้านสถานการณ์ บริบทท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่น  มีศักยภาพในการค้นหาความรู้ที่แฝงเร้น (Tacit knowledge) อยู่ในชุมชนท้องถิ่น การคิดวิเคราะห์  การวางแผนและปฏิบัติการบนฐานความรู้  และการนำเสนอความรู้ และที่สำคัญการสร้างจิตสำนึกสาธารณะในนักวิจัย และการเกิดความเบิกบาน ความสุข ในคุณค่หรือผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัย เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเน้นด้วย

คุณภาพงานวิจัย  คุณภาพของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมี 3 ประเด็น ที่ต้องเน้นการสร้างคุณภาพมากขึ้น คือ

ประเด็นแรก คุณภาพของข้อเสนอโครงการวิจัย ทั้งเอกสารเชิงหลักการ (Concepts paper) และเอกสารข้อเสนอโครงการวิจัย (Research proposal)  ความคมชัดของโจทย์วิจัย  และความชัดเจนในวิธีการวิจัย เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสะท้อนให้เห็น ความคมชัดของโจทย์วิจัย ส่วหนึ่งมีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมในเรื่องนั้น ๆ ที่ต้องนำมาวิเคราะห์ประกอบ การสร้างระบบฐานข้อมูลการวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้ชุมชนท้องถิ่นและผู้ประสานงานการวิจัยเข้าถึงข้อมูลทางวิชาการประกอบการวิเคราะห์จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการควบคุ่ไปด้วย

 ประเด็นที่สอง คุณภาพของรายงานความก้าวหน้า รายงานความก้าวหน้าของการวิจัยเพื่อท้องถิ่น  เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความรู้พื้นฐานของชุมชนท้องถิ่นในเรื่องที่วิจัย ซึ่งมักเป็นความรู้เกี่ยวกับบริบทของชุมชนท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สถานการณ์ปัญหาในท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นความรู้ที่แสดงถึงปัญหา หรือทุกข์ ของชุมชนท้องถิ่น  และถ้ามีการวิเคราะห์เชื่อมโยงอย่างดีก็จะสามารถเห็นเหตุของปัญหา หรือสมุทัยแห่งทุกข์นั้นได้ ความรู้นี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการวางแผนการปฏิบัติการในระยะต่อไป  ถ้าความรู้ไม่แน่นพอ การวางแผนการปฏิบัติการอาจล้มเหลวได้

ประเด็นที่สาม คุณภาพของรายงานการวิจัยบับบสมบูรณ์ รายงานฉบับสมบูรณ์ยังเป็นทางเลือกสำคัญของการนำเสนอความรู้ที่ได้จากการวิจัย คุณภาพของรายงานขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ให้เห็นความรู้สำคัญที่เกิดขึ้นจากการวิจัย ทั้งความรู้พื้นฐานที่แสดงไว้ในรายงานความก้าวหน้า และความรู้ว่าด้วยรูปแบบหรือวิธีการของการปฏิบัติการและผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการนั้น  ซึ่งต้องวิเคราะห์ให้เห็นถึงเงื่อนไขและปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือความไม่สำเร็จนั้น และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การสรุปบทเรียนที่นักวิจัยได้รับจากการวิจัย และการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อ ก็เป็นประเด็นที่ควรนำเสนอให้เห็นด้วย

                คุณภาพพื้นที่วิจัย เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องมุ่งให้ความสนใจ  การวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่ได้ต้องการความสำเร็จเพียงรายงานการวิจัยเท่านั้น แต่ความสำเร็จนั้นต้องแสดงให้เห็นของจริงในระดับพื้นที่อย่างชัดเจนด้วย  เพราะนี่คือรูปธรรมสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนงานต่อในอนาคต

                การสร้างพื้นที่ทางสังคมของการวิจัยเพื่อท้องถิ่น และการสร้างพื้นที่ทางนโยบาย ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนงาน แต่ต้องวางบนฐานคุณภาพของพื้นที่รูปธรรม

               

การขับเคลื่อนงานเชิงประเด็น

                การขับเคลื่อนงานเชิงประเด็นในระดับพื้นที่อาจใช้วิธีการผสมผสาน ประเด็นที่เป็นยุทธศาสตร์ของภาคหรือศูนย์ประสานงาน  ประเด็นที่เป็นยุทธศาสตร์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  หรือประเด็นที่เป็นคำตอบเร่งด่วนที่สังคมต้องการ  และในบางพื้นที่อาจต้องเปิดโอกาสการวิจัยให้แก่กลุ่มคนเล็กคนน้อยหรือคนชายขอบของสังคมให้มีโอกาสในการเรียนรู้ตนเอง และแสวงหาทางเลือกทางรอดให้กับชุมชนท้องถิ่นของตนเองผ่านกระบวนการของการวิจัยเพื่อท้องถิ่นด้วย

               

แนวทางการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

                สำหรับระบบการบริหารจัดการเพื่อการสนับสนุนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในปี 2554 นี้  นอกจากจะเน้นคุณภาพ (Quality) ดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเป็นต้องปรับระบบการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ทั้งประสิทธิภาพการใช้จ่ายและประสิทธิภาพของระเวลา   แต่ทั้งนี้ผลิตภาพของการวิจัย (Productivity) ในเชิงปริมาณการวิจัย ทั้งโครงการวิจัยใหม่ ควรมีการเร่งรัดให้เต็มตามศักยภาพของศูนย์ประสานงาน และขณเดียวกัน ปริมาณโครงการวิจัยล่าช้าน่าจะลดจำนวนลง  จำนวนการใช้ประดยชน์จากการวิจัยน่าจะมีจำนวนมากขึ้น อย่างไรก็ตามการดำเนินการเหล่านี้ต้องตั้งอยู่บนฐานแห่งภราดรภาพ (Brotherhood)  หรือความเป็นพี่เป็นน้องของขบวนการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ดังแผนภาพต่อไปนี้