สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
ดอยฮาง บ่ ห่าง HUG
 



ดอยฮาง บ่ ห่าง HUG

โดย : ปริญญา ชาวสมุน

ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินเชียงราย เกิดคำถามในใจเลยว่า "นี่เมืองเหนือแต๊ก่อ"


เพราะอากาศบนภาคพื้นที่คาดว่าจะเย็นยะเยือก กลับกลายเป็นร้อนอบอ้าวอุตส่าห์แบกเสื้อกันหนาวตัวหนามาแย่งพื้นที่สัมภาระอื่นๆ นี่เราเอาของไม่จำเป็นมาทำไมกันนี่...



หมุนเข็มนาฬิกากลับไปเมื่อวันวาน บนหน้าปัดโทรศัพท์ตราแอ๊ปเปิ้ลแหว่ง บอกอุณหภูมิจังหวัดเชียงใหม่ (เพราะเครื่องหาจังหวัดเชียงรายไม่พบ) ขึ้นตัวเลขที่บอกเป็นนัยๆ ว่า อากาศภาคเหนือกำลังเย็นๆ หนาวๆ ผมไม่รอช้า คว้าเสื้อกันหนาวตัวเก่งยัดใส่กระเป๋าเป้ใบน้อยก่อนสัมภาระอื่นใด ด้วยเกรงว่าจะไปแข็งตายที่ต่างถิ่น และญาติพี่น้องก็อาจหาศพไม่พบเพราะมันไกลมาก (กรุงเทพฯ-เชียงราย โอ้...ไกลมาก)


แต่นี่อะไร ยังไม่ทันย่างก้าวออกจากท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายอุณหภูมิภายใต้เครื่องปรับอากาศยังทำให้รู้สึกได้ว่าเสื้อกันหนาวอาจทำเกินหน้าที่ คือ นอกจากกันหนาวแล้วยังจะทำให้ร้อนเสียด้วยซ้ำ เริ่มทริป ก็ใจแป้วแล้วสิเรา...

HUG แรกพบ


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาเยือนเชียงราย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเมืองเชียงรายแบบเต็มๆ ตา และนี่จะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยือนดอยอื่น นอกเหนือจาก ดอยแม่สลอง เพราะมากี่ทีก็ขึ้นไปที่นั่นทุกที เป้าหมายที่ผมกำลังนั่งรถผ่าน หอนาฬิกาสีทองอร่าม ในตัวเมืองเชียงรายไปนั่น คือ ดอยฮาง ดอยที่พอเอ่ยชื่อให้ใครหลายคนฟังก็พากันถามว่า มีด้วยหรือ? อยู่ที่ไหน?


ผมไม่แน่ใจนักว่าดอยฮางที่ผมกำลังดั้นด้นขึ้นไปนั้นตั้งอยู่ตำแหน่งใดในแผนที่ และไม่แน่ใจด้วยว่าการเดินทางขึ้นไปนั้นระยะทางเท่าไร ไปอย่างไร เพราะเท่าที่สังเกตขณะนั่งรถกระบะของชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งลงมารับผมและผู้ร่วมเดินทางขึ้นไป ก็ไม่น่าจะมียานพาหนะสาธารณะใดๆ อีก ที่จะต้านแรงโน้มถ่วงของโลกเพื่อขึ้นไป


อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นบททดสอบสำคัญ คือ โค้งมากมายผลัดกันมาสร้างแรงเหวี่ยงขณะขับรถ จำนวนโค้งอาจไม่มากเท่าที่แม่ฮ่องสอน แต่ลักษณะโค้งและสภาพถนนก็ชวนหวาดเสียวได้ไม่น้อย บางช่วงถนนคือดินลูกรังสีส้มแดง เบื้องล่างริมทางคือหุบเหวลึก แต่เมื่อเหลือบมองไปไกลกว่าหุบเหว ภาพระยะไกลของเส้นทางขึ้นดอยฮาง คือ จิตรกรรมซึ่งศิลปินนามธรรมชาติสรรค์สร้างไว้...แม้จะมองไม่ค่อยทัน เพราะสารถีท้องถิ่นขับรถเร็วมาก อย่างกับว่านี่คือถนนเรียบๆ ที่ทอดยาวเป็นเส้นตรง


รถจอดสนิท...ผมพยุงร่างกายอันบอบช้ำจากการเขย่าและเหวี่ยงเสียจนอวัยวะภายในแทบจะไหลรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ลงจากรถมายืนตะลึงงัน เบื้องหน้าของผมคือซุ้มประตูใหญ่ ลึกเข้าไปในนั้นคือหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ป่า เขา และวัฒนธรรม


"ยินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์" ผมอ่านข้อความบนซุ้มประตู พลางนึกไปอย่างเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหมู่บ้านนี้จึงอยู่ไกลลิบ และยังมีกลิ่นของอารยธรรมดั้งเดิมหอมเตะจมูก


ปุยเมฆถูกลมพัดเผยดวงตะวันที่กำลังเล่นซ่อนแอบกับโลกมนุษย์ แดดร้อนๆ ไล่ผมให้รีบจ้ำอ้าวไปยังใต้ร่มเงา หลังคาของศูนย์การเรียนรู้ภายในหมู่บ้านช่วยผมได้มาก ผมใช้ช่วงเวลาหลบแดดเพื่อดูป้ายข้อมูลต่างๆ รอบศูนย์ฯ จึงได้รู้ว่าที่นี่คือ บ้านโป่งน้ำร้อน มีหลายชนเผ่าอยู่ร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้ ทั้ง ลีซอ, จีนฮ่อ, อาข่า และคนเมือง


ตามประวัติที่ผมได้อ่านจากป้ายข้อมูล ชนเผ่าทั้งหลายนี้มารวมตัวกันได้นานหลายสิบปีแล้ว น่าประหลาดใจที่ชาวบ้านพลัดถิ่นต่างเชื้อชาติ ต่างความเชื่อ ต่างวัฒนธรรม อยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุข เมื่อมองลงไปยังคนพื้นราบ เหตุใดจึงอยู่ร่วมกันได้ยากเย็นแสนเข็ญนัก บางครั้งถึงกับประหัตประหารกันเป็นว่าเล่น...ช่างน่าเศร้า


เอาล่ะ...มาถึงดินแดนห่างไกลทั้งที ทิ้งเรื่องน่าเบื่อไว้ตีนดอยดีกว่า ได้เวลาหาอะไรทำให้ชุ่มชื่นหัวใจแล้ว แต่ไม่ทันเดินไปไหน ผมหันมาพบกับรอยยิ้มของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย มือของพวกท่านถือห่ออะไรบางอย่างมาด้วย
"กิ๋นข้าวมันก่อเจ้า" แม่อุ๊ยท่านหนึ่งพูดพร้อมกับยื่นห่อใบตองนั้นแก่ผม


เอาล่ะสิ ถูกทดสอบด้วยอาหารถิ่นเสียแล้ว ผมยอมรับโดยดุษณีเลยว่า ไม่มีความรู้ภาษาเหนือมาก่อน ดังนั้นผมจึงเดาทางไม่ออกว่าในห่อนั้นคืออะไร แต่เมื่อดึงไม้กลัด และคลี่ใบตองออกจากกันผมถึงกับร้องอ๋อดังๆ ในใจ มันคือ ข้าวเหนียวสังขยานี่เอง


รสชาติข้าวเหนียวสังขยาที่นี่ไม่หวานนัก อันที่จริงจะเรียกว่าจืดเลยก็ว่าได้ แต่น่าแปลกที่ผมรู้สึกว่าหัวใจกำลังซึมซับความหวานฉ่ำอย่างมากมาย ขณะที่ผมกำลังรวบใบตองว่างเปล่ากลับคืนคล้ายอ้อมแขนของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยกำลังโอบกอดผมอย่างอบอุ่น...สงสัยจะต้องโยนเสื้อกันหนาวทิ้งเสียจริงๆ แล้วกระมัง


HUG คือ การเดินทาง


ผมมีพลังขึ้นในทันที พร้อมจะไปเยือนจุดน่าสนใจของบ้านโป่งน้ำร้อนแห่งนี้แล้ว ผมกระโดดขึ้นท้ายกระบะรถ เมื่อรถเริ่มวิ่งนั่นเท่ากับว่าผมถูกจับใส่เครื่องปั่นอีกครั้งหนึ่ง วิงเวียนได้ไม่นาน รถก็จอดอยู่ใต้ร่มเงากอไผ่สูง ผมได้ยินเสียงน้ำไหลกระทบพื้นดินไม่ขาดสาย ที่นี่คือ น้ำบ่อไก่ จากคำบอกเล่าของชาวบ้านท้องถิ่น ที่นี่เป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ อดีตเป็นบ่อน้ำที่ไก่กิน ต่อมามีคนมาขอพร หายเจ็บหายป่วยไปนักต่อนักแล้ว ขั้นตอนขอพรก็ไม่ยาก เพียงดื่มน้ำที่ไหลมาตามลำไม้ไผ่ต่อด้วยขอพรที่ตนปรารถนา


ผมเก้ๆ กังๆ ไม่กล้าเข้าไปดื่มน้ำและขอพร ด้วยเขินอาย แต่ทันทีที่ทุกคนเหลียวหลังกลับไป ผมก็รีบดื่มน้ำอึกใหญ่พร้อมกับขอพรโดยพลัน...หวังว่าสังคมไทยจะสงบร่มเย็นในเร็ววันนะ หากพรของผมเป็นจริง


หลังจากนั้นผมรีบวิ่งตามทุกคนไป แต่ก็ต้องชะลอความเร็วลง เพราะเส้นทางที่ต้องเดินไปเป็นทางลาดชันมาก ผมคงไม่ต้องเตือนนักท่องเที่ยวที่จะไปเยือนบ้านโป่งน้ำร้อน ดอยฮางนี้นะครับว่า ควรใส่รองเท้าที่กระชับ เดินได้สะดวก มิเช่นนั้นอาจไถลไปนอนกองอยู่ใต้ ต้นชาอัสสัม ตลอดเส้นทางลาดชันนี้ มีต้นชาอัสสัมขึ้นเรียงราย คล้ายเป็นแบร์ริเออร์ (Barrier) ธรรมชาติ แต่อันที่จริง เหตุที่มีชาอัสสัมมากมาย เพราะที่นี่เป็นแหล่งผลิต เมี่ยง กาเฟอีนธรรมชาติ ซึ่งชาวเขาชาวดอยนิยมเคี้ยวแทนดื่มชาหรือกาแฟ เพื่อให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ายามทำกิจการงาน


"เคี้ยวสดๆ ก็ได้นะ" เสียงหนึ่งดังอยู่ข้างหลัง ผมจำไม่ได้ว่าเขาคือใคร แต่เขาคนนั้นยื่นใบชาอัสสัมฉีกครึ่งใบให้แก่ผม เพื่อไม่เสียมารยาท ผมรับมาแล้วเคี้ยวทันที โดยลืมถามไปว่ามียาฆ่าแมลงหรือไม่ แต่ช่างมันเถอะ ถ้าหากมี ป่านนี้ผมคงนอนอยู่โรงพยาบาลหรือวัดแล้วล่ะ


'ฝาด ขม' คือคำจำกัดความของใบชาอัสสัมสดๆ จะคายทิ้งก็ใช่ที่ ผมรีบกลืนมันลงคอหวังปลดเปลื้องรสชาติไปเสีย ทว่าทุกวันนี้ผมยังรู้สึกได้เสมอว่ามีอะไร ฝาดๆ ขมๆ ติดอยู่ลิ้นของผม โดยเฉพาะขณะที่ง่วงนอน


ไม่ทันไรเวลาล่วงมาถึงเที่ยงวันแล้ว ที่หย่อมบ้านจีนฮ่อ มีศาลเจ้าไท่จงประดิษฐานอยู่ และที่แห่งนี้เองจะเป็นโรงอาหารของผม และมื้อนี้ผมจะได้ลิ้มชิมรสอาหารเจสูตรจีนฮ่อ


ผลปรากฏว่า...อร่อยมากๆ โดยเฉพาะแคบเจ อาหารเจขึ้นชื่อของที่นี่ ทำจากแป้งสาลีนำเข้าจากจีน ผสมน้ำ หมัก 1 คืน ปรุงรสด้วยสูตรลับ ทำเป็นชิ้นบางๆ แล้วตากแดดให้แห้ง เมื่อทอดจะพองใหญ่ 3-4 เท่าตัว กรอบ หอม อร่อยไม่แตกต่างกับแคบหมูเลยทีเดียว


นอกจากแคบเจที่เป็นของขึ้นชื่อแล้ว ยังมี สมุนไพรจีน และชาอูหลงคุณภาพดีอีกด้วย


ตั้งแต่ขึ้นมาที่ดอยฮาง เข้ามาในบ้านโป่งร้อน สังเกตได้ว่า ที่นี่มีต้นไผ่มาก หลายแบบ หลายสไตล์ ทั้งลำใหญ่ ลำเล็ก ต้นตรง กระทั่งคดงอ นี่ถ้าน้องหลินปิงย้ายจากสวนสัตว์เชียงใหม่มาอยู่ที่นี่คงมีความสุขมากโข และพุงคงโตกว่าเดิมแน่นอน


เมื่อพูดถึงต้นไผ่ เครื่องใช้ไม้สอยที่บ้านโป่งน้ำร้อนผลิตจากไม้ไผ่แทบทั้งสิ้น ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันฝาบ้าน และไผ่ที่นิยมนำมาใช้คือ ไผ่เฮียะ ลำต้นตรง สูงใหญ่ ไผ่เฮียะตรงมากถึงกับนำมาเรียงติดกันเป็นผนังห้องน้ำได้อย่างแนบสนิท ไร้รอยถ้ำมอง นอกจากไผ่พวกนี้จะใช้ทำเครื่องเรือนได้หลากหลาย เมื่ออยู่ในป่าเขา มันก็กลายสภาพเป็นอุปกรณ์ครัวได้อย่างดี ตัดไผ่เป็นกระบอก ใส่หางหวาย หัวปลี ปลาทูเค็ม เติมน้ำ เติมพริก หลามกับกองไฟ ได้อาหารป่ารสโอชะ...ผมลองมาแล้ว


กินอาหารป่าจนอิ่มและออกจากห้องน้ำไผ่เฮียะ ผมเดินทางต่อเพื่อไปยังน้ำตกห้วยแก้ว ระหว่างที่ก้มหน้าก้มตาเดินต้านแรงโน้มถ่วง ทุกครั้งที่ผมเงยหน้าขึ้นจะเห็นต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นอยู่ตลอดริมทาง บางต้นสะดุดตาผมด้วยความสูงชะลูด เช่น ต้นป๋อตอง ไม้เนื้ออ่อนที่นิยมนำไปทำแม่พิมพ์ บางต้นก็สะดุดใจด้วยความงาม


ก่อนไปถึงน้ำตกห้วยแก้ว แวะชม พิพิธภัณฑ์อาข่า สักนิดหนึ่ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นจากความตั้งใจของอาแม หนุ่มอาข่าที่เล็งเห็นถึงความเสี่ยงว่าวัฒนธรรมของชนเผ่าอาข่าจะมลายหายไปพร้อมกับความเชื่อเรื่องผี ที่เคยหลอมรวมจิตใจชาวอาข่าไว้ ทว่าวันนี้อาข่าส่วนมากนับถือศาสนาคริสต์ ความเชื่อต่างๆ จึงค่อยๆ ถอยห่างไปไกลจากพวกเขายิ่งนัก


อาแม จึงต้องรวบรวมความเชื่อ และประเพณีดั้งเดิมของชาวอาข่าไว้ ณ พิพิธภัณฑ์นี้ เช่น ประตูผี การละเล่นต่างๆ เครื่องใช้ไม้สอย ตลอดจนเรื่องเล่ามุขปาถะ


เดินไป เดินมา ขึ้นเขา แต่ยังไม่ได้ลงห้วย ในที่สุดก็เดินมาถึงน้ำตกห้วยแก้วที่ลือนักลือหนาว่าสวยงาม และมีเรื่องเล่าอันน่าสะพรึง...


"...ลำห้วยแก้วไหลผ่านเขาลูกหนึ่ง มีหินเป็นแก้วสีขาวใส หินนั้นถูกฟ้าผ่าบ่อยครั้ง เศษหินจึงตกไหลสู่ลำห้วย ชาวบ้านในอดีตไปตกปลาพบเศษหินแก้ว จึงเรียกว่าห้วยแก้ว เชื่อกันว่าชั้นที่ 2 มีสมบัติซ่อนอยู่หลังม่านน้ำ วันโกน วันพระ จะมีเสียงฆ้องดังกังวานหลายนาที ใครไปที่นั่นลำพังมักจะเจอผี ปีศาจ..." มัคคุเทศก์ท้องถิ่นเล่าให้ผมฟัง


ตะวันใกล้ตกดิน แสงแดดเริ่มหรี่เบา คงไม่มีเหตุผลใดที่ผมจะอยู่ที่นี่ต่อ...ผมไม่ได้กลัวนะ เพียงแค่ไม่อยากกลับดึก มันมืด...น่ากลัว


HUG อุ่นๆ


ฟ้ามืดแล้ว ดวงจันทร์และหมู่ดาวขึ้นประดับเต็มฟากฟ้า ผมเข้าไปบ้านพักโฮมสเตย์ของ ลุงหลั่น คำจ้อย ได้ไม่นาน ทำได้เพียงอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ถูกเรียกตัวไปที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งเดิม...


ขันโตกเรียงราย กลิ่นอาหารหอมกรุ่น ภายใต้หลังคาดาวที่แข่งกันเปล่งแสงระยิบ บรรยากาศตอนนี้ทำให้ผมขนลุกชันทีเดียว แม้ตอนนี้ทุกลมหายใจออกของผมจะพวยพุ่งออกมาเป็นไอเย็น แต่ดวงใจของผมเริ่มมีเหงื่อซึมแล้ว ผมลงมือกินอาหารเย็นอย่างอบอุ่น ผมปั้นข้าวนึ่ง (ข้าวเหนียว) อย่างเนิบช้า แล้วบรรจงใส่ปากโดยที่ไม่มีกับข้าวใดๆ ตามไปด้วย ไม่น่าเชื่อว่าข้าวนึ่งคำนี้จะอร่อยเป็นพิเศษ ผมอาจเหนื่อยจากกิจกรรม จนประสาทรับรสทำงานดีเกินหน้าที่ ข้าวนึ่งคำที่สองผมกินมันโดยไม่มีกับแกล้มอีกครั้ง คำที่สามก็เป็นเช่นเดิม


...ผมนึกในใจ "แสงดาวคงส่องไม่ถึงกระมัง จึงได้มืดขนาดนี้..."


เปลวไฟถูกจุดขึ้น ชวนให้นึกถึงครั้งเรียนวิชาลูกเสือ ถึงตอนนี้เราคงต้องเตรียมออกไปแสดงรอบกองไฟแล้วสินะ แต่นี่ไม่ใช่ ยังไม่มีการแสดงใดๆ เกิดขึ้น ผมและเพื่อนร่วมเดินทางทุกคนถูกเรียกให้ไปหาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย ที่ (น่าจะ) อายุมากที่สุดในบ้านโป่งน้ำร้อน พวกท่านหยิบสายสิญจน์สีขาวบริสุทธิ์ขึ้นผูกที่ข้อมือของเราทุกคน พร้อมคำอวยชัยให้พรด้วยน้ำเสียงทุ้มๆ แหบๆ ปนเปกัน


ถึงตาผม ผมน้อมกายลงคุกเข่า ยื่นข้อมือให้พ่ออุ๊ย ผมไม่กล้าบอกท่านจริงๆ ว่า ขณะที่ท่านผูกข้อมือและอวยพรให้ผมนั้น น้ำตาเอ่อท้นขึ้นปริ่มดวงตา ผมกลั้นไว้สุดกำลัง ลุ้นให้ความหนาวเย็นควบแน่นน้ำตาให้เป็นน้ำแข็ง มันจะได้ไม่ไหลออกมา...ผมอาย


เสร็จพิธีสุดซึ้ง ผมรีบกลับไปนั่งปั้นข้าวนึ่งใส่ปากต่อจนอิ่ม พลางดูการแสดงพื้นบ้านจากน้องๆ เยาวชนในบ้านโป่งน้ำร้อน


เอ่อ...ผมลืมบอกไปว่าเสื้อกันหนาวที่เกือบกลายเป็นของไร้ค่า ขณะนี้มันได้ห่มกายของผมไว้แล้ว แต่ดวงใจของผมถูกคลุมห่มด้วยดวงใจชาวบ้านโป่งน้ำร้อน ดอยฮาง เรียบร้อยแล้ว


ช่างอบอุ่นเสียจริง...โป่งน้ำร้อน ดอยฮาง

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com

18 กุมภาพันธ์ 2555