สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 


 
นโยบายกับทิศทางการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ปี 2555
 

นโยบายกับทิศทางการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ปี 2555

 ผศ.ดร.บัญชร  แก้วส่อง

                ในปี 2555 นี้ การวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังให้ความสำคัญกับคำว่า เพื่อท้องถิ่น (Community Based) บนฐานของ  “ปัญหาการวิจัยที่มาจากชุมชนท้องถิ่น  ชุมชนท้องถิ่นเป็นนักวิจัย และมีการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบการวิจัย” โดยมีเป้าหมายหลักของการสร้างคนที่เป็นพุทธะนั่นคือ นักวิจัยที่เป็นผู้ตื่น ผู้รู้และผู้เบิกบาน  การสร้างความรู้ที่เป็นธรรมะที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการปฏิบัติการที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงจากฐานบริบท ภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  และการสร้างชุมชนแบบสังฆะที่เข้มแข็งโดยดูจากรูปธรรมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ภายใต้กระบวนการที่มีการเตรียมคนเตรียมพื้นที่เตรียมประเด็นที่เหมาะสม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลท้องถิ่นอย่างเข้มลึก และออกแบบปฏิบัติการพร้อมทั้งลงมือปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ โดยมีการถอดและสรุปบทเรียนที่เป็นความรู้ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติการที่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

                กระบวนการสำคัญของการวิจัยเพื่อท้องถิ่นนั้น   แนวทางของอริยสัจ 4 น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะชุมชนต้องทำความเข้าใจความทุกข์ให้กระจ่าง  ค้นหาสมุทัยหรือเหตุแห่งความทุกข์นั้นให้ได้  มองเห็นและกำหนดนิโรธหรือความดับทุกข์ได้  และมีมรรคเป็นแนวปฏิบัติที่นำสู่ความดับทุกข์นั้น

                ทิศทางการขับเคลื่อนงานปีนี้ยังเน้นการสร้างรูปธรรมในพื้นที่เป็นหลัก นั่นคือ การสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง (Force for changes) ในพื้นที่ โดยมีการคิดวิเคราะห์และมองประโยชน์ในภาพรวม (Think globally)  ที่มากว่าประโยชน์ในระดับพื้นที่แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในระยะยาวถ้าพื้นที่ใดประเด็นใดมีความพร้อมก็น่าจะนำสู่การขับเคลื่อนสร้างพื้นที่ทางสังคม หรือนำสู่การขับเคลื่อนนโยบายเลยก็ได้ ซึ่งทั้งกลไกภาคและฝ่ายเองก็จะพยายามหนุนช่วยร่วมกัน

                การสร้างรูปธรรมในพื้นที่ปีนี้ ให้ความสำคัญกับ 5 แนวทางนี้คือ

แนวทางแรก การสร้างรูปแบบการจัดการชีวิตของคนเล็กคนน้อยหรือคนชายขอบในสังคม ซึ่งเป็นแนวทางแรกเริ่มของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น คนเล็กคนน้อยเหล่านี้อาจหมายถึงกลุ่มคนชายขอบของความจนหรือชายขอบของพื้นที่  ชนกลุ่มน้อย กลุ่มผู้พิการ หรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม

แนวทางที่สอง การสร้างศักยภาพการจัดการของชุมชนบนฐานยุทธศาสตร์ของพื้นที่ เป็นแนวทางปกติที่ดำเนินการอยู่ เช่น ระบบการศึกษาชุมชน  ระบบยุติธรรมชุมชน ระบบการดูแลสุขภาพชุมชน  ระบบการจัดการลุ่มน้ำ  ระบบการจัดการทรัพยากร ระบบการจัดการชายฝั่ง  ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน  ระบบการท่องเที่ยวชุมชน และระบบเศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น  ความรู้ชุดเหล่านี้ไม่ควรซ้ำซากแต่ต้องลึกซึ้ง และอาจต้องคิดถึงการยกระดับงานสู่สังคมและนโยบายด้วย

แนวทางที่สาม เป็นการสร้างความรู้ว่าด้วยการจัดการระบบการวิจัยร่วมกับหน่วยงาน ซึ่งอาจจะมีทั้งระบบการสนับสนุนการวิจัยของสถาบันการศึกษา  ระบบการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ระบบการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง อบจ. เทศบาล และอบต.  และระบบการทำงานร่วมกับองค์กรธุรกิจเอกชน เป็นต้น  งานลักษณะนี้อาจไม่เน้นยุทธศาสตร์เชิงประเด็นแต่เน้นที่การสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมทั้งในการวิจัยและการสนับสนุนการวิจัย

แนวทางที่สี่ เป็นความพยายามปรับแนวงานในพื้นที่เพื่อให้เชื่อมร้อยกับแนวนโยบายโดยรวมของ สกว. ซึ่งมีงยุทธศาสตร์เชิงประเด็น  4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำ  ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร ยุทธศาสตร์สถานการณ์ชายแดนใต้  และยุทธศาสตร์อาเซียน  นอกจากนี้ยังมีงาน ABC ของ สกว. ในหลายจังหวัด ที่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะต้องพยายามสร้างการเชื่อมร้อยเพื่อการขับเคลื่อนงานด้วยกัน  การเคลื่อนงานลักษณะนี้จะให้ความสำคัญและวางน้ำหนักที่แตกต่างออกไปในแต่ละพื้นที่ตามความพร้อมและความจำเป็นของการขับเคลื่อนงาน 

แนวทางสุดท้าย เป็นการสร้างความรู้ภายใต้สถานการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้น เช่น ความรู้การจัดการภัยพิบัติของชุมชน  ความรู้การจัดการพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางนโยบายจากโครงการพัฒนาของรัฐ  ความรู้การจัดการพื้นที่ความมั่นคงชายแดนทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ และอาจจะมีความรู้ว่าด้วยการจัดากรพื้นที่พิเศษ เพื่อหาคำตอบทางออกให้กับสังคม เป็นต้น

                การสร้างรูปธรรมดังกล่าวนั้นศูนย์ประสานการวิจัยเพื่อท้องถิ่นแต่ละแห่ง ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของพื้นที่ บางศูนย์ประสานงานอาจจะต้องดำเนินการหลายแนวทางหรือครบทั้ง 5 แนวทางไปพร้อม ๆ กัน  แต่บางแห่งอาจดำเนินการเพียงแนวทางใดแนวทางหนึ่งก็ได้  แต่ถ้าเราจะพัฒนาความเป็นเลิศด้านการจัดการงานวิจัย (Research management excellence) ความท้าทายเชิงการบริหารจัดการสำหรับปี 2555 นี้ มี  4 ประการ คือ ประการแรก  เราจะสร้างผลิตภาพ (Productivity) การวิจัย  ทั้งโครงการใหม่ โครงการปิดเสร็จสิ้นสมบูรณ์ และการใช้ประโยชน์จากโครงการ (RE) ได้อย่างไร   ประการที่สอง  เราจะสร้างคุณภาพ (Quality) การวิจัยให้มากขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะเอกสารหลักคิด และเอกสารเค้าโครงการวิจัยที่ที่มีคุณภาพ  การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคาะห์ข้อมูลที่มีคุณภาพ  การปฏิบัติการที่มีคุณภาพ  และการเขียนรายงานการวิจัยที่มีคุณภาพ  ประการที่สาม  เราจะสร้างประสิทธิภาพ (Efficiency) การวิจัยได้อย่างไร ให้งานวิจัยทันเวลา งบประมาณเหมาะสม รวมไปถึงประสิทธิภาพของคนทำงานด้วย  และประการสุดท้าย เราจะสร้างภราดรภาพ (Fraternity) ของการวิจัยได้อย่างไร โดยเฉพาะเพื่อนพ้องน้องพี่ในระดับชุมชน  ในระดับคนทำงาน  และในระดับภาคีร่วมปฏิบัติงาน

                 ความท้าทายของการบริหารจัดการดังกล่าวอาจต้องผ่านกระบวนการทำงานเป็นทีม (Teamwork) การมีจิตมุ่งบริการ (Responsiveness) และมีความคล่องแคล่วในงาน (Fluency) ของคนหนุนงานทั้งในระดับพี่เลี้ยง หน่วยประสานงาน กลไกภาค และกลไกของฝ่ายิจัยเพื่อท้องถิ่นเอง ซึ่งจำเป็อย่างยิ่งที่จะต้องมีกระบวนการเติมเต็มและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อหนุนประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงาน

จากคอลัมน์ คุยกันก่อน ในจดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ปีที่ 12 ฉบับที่ 6



------------------ ไม่มีรูปภาพกิจกรรม ------------------