สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 14 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2556


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 
 
“ขุมทรัพย์ธรรมชาติ” ของชาวบ้าน “สุโสะ”
 

ป่าชายเลนกว่า 1 หมื่นไร่
“ขุมทรัพย์ธรรมชาติ” ของชาวบ้าน “สุโสะ”


 

สำหรับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน คงจะซาบซึ้งกันดีว่า ป่าชายเลน นั้นมีคุณประโยชน์ต่อวิถีการทำมาหากินมากเพียงใด  ความเสื่อมโทรมของป่าชายเลน ย่อมหมายถึง การลดลงของปริมาณสัตว์น้ำทุกชนิด ซึ่งก่อให้เกิด “ความฝืดเคือง” ของเศรษฐกิจในครัวเรือนและนำไปสู่ปัญหาในการดำรงชีวิตอื่นๆ ซึ่งในขณะที่ป่าชายเลนของหลายๆ ชุมชน ได้ถูกรุกทำลายไปจนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมไปมากแล้วนั้น ป่าชายเลนในตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ซึ่งมีพื้นที่กว่า 12,000 ไร่ กลับยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ค่อนข้างมาก…และชาวบ้านที่นี่ก็กำลังพยายามหาแนวทางจัดการป่าผืนป่าชายเลนผืนใหญ่ของพวกเขาไว้ให้ดีที่สุดเช่นกัน

ศาลาเรียนรู้ เรื่องป่าชายเลนของชุมชนตั้งอยู่ติดกับฝั่งทะเลซึ่งต้องเดินฝ่าป่าชายเลนไปบนสะพานไม้เล็กๆ ซึ่งชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันเป็นระยะทางกว่า 800 เมตร แทบไม่น่าเชื่อว่าผืนป่าชายเลนที่เขียวชอุ่มที่อัดแน่นไปด้วยไม้โกงกาง ไม้แสม ขนาดน้อยใหญ่ที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตาผืนนี้ถูกสัมปทานมายาวนานติดต่อกันนานกว่า 70 ปี…  


 “การสัมปทานเพิ่งยกเลิกไปประมาณปี พ.ศ.2535 นี้เอง ตอนนั้นต้นไม้ส่วนใหญ่จะเล็กๆ ขนาดประมาณทอนแขนคนผอมๆ …”  สหัส เสียมไหม ทีมวิจัยโครงการ การศึกษาแนวทางในการฟื้นฟูและจัดการป่าชายเลนชุมชนอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านในทอน ต.สุโสะ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาค เป็นผู้ให้ข้อมูล

ชายวัยกลางคนผู้นี้เคยได้รับการว่าจ้างจากเจ้าของสัมปทานให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการดูแลการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนสุโสะเป็นเวลาร่วม 30 ปี เขาเล่าให้ฟังว่า  ในช่วงสัมปทาน จะมีเตาถ่านตั้งอยู่ 2 จุด  ต้องตัดไม้เพื่อนำไปส่งเตาถ่านทุกวัน วันละประมาณ 5 หมื่นกิโลกรัม หรือประมาณ 1 พันต้น  การตัดไม้จะตัดทีละแปลงเมื่อตัดแล้วก็จะมีการปลูกป่าทดแทน  แล้วตัดแปลงใหม่ไปเรื่อยๆ จนครบแล้วก็กลับเริ่มต้นตัดแปลงแรกอีกวนเวียนอย่างนี้ซึ่งต้นไม้จะโตทันได้ ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่มักจะเข้ามารับจ้างทำงาน ประกอบไปด้วย คนตัดไม้ คนแบกไม้เข้าเตา คนเผาถ่าน และยังมีคนงานบนเรือบรรทุกไม้อีก 30-40 ลำ ๆ หนึ่งประมาณ 3-4 คน เฉลี่ยแล้วในแต่ละวันจะมีคนทำงานประมาณ 300 คนต่อเตาเผาหนึ่งจุด ซึ่งแต่ละคนมีรายได้ประมาณวันละ 200 บาท

 ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการยกเลิกสัมปทานป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านค่อนข้างลำบาก เพราะขาดรายได้จากการรับจ้าง ในขณะเดียวกันการทำประมงแบบพื้นบ้านก็ได้รับผลกระทบความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเล อันเกิดจากการเข้ามาหาปลาบริเวณชายฝั่งของ เรืออวนรุน อวนลาก อีกทั้งมีการขยายพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำใกล้ๆ ป่าชายเลนเพิ่มขึ้นกว่า 1 พันไร่  และปล่อยน้ำเสียลงสู่ป่าเลน
 “ตอนที่ยังมีการสัมปทานการทำนากุ้งในเขตป่าเจ้าของสัมปทานก็ไม่ยอมเพราะเขาถือว่าเขาได้รับสิทธิ์ในการดูแล หลังการสัมปทานโดยกฎหมายป่าก็กลับไปอยู่ในการดูแลของรัฐ การรุกทำลายในรูปแบบต่างๆ ก็มีมากขึ้น การขยายพื้นที่ทำนากุ้งมันเริ่มรุกเข้ามาในพื้นที่ป่ามากขึ้น ชาวบ้านก็ไม่รู้จะอ้างสิทธิ์อะไร เพราะในชุมชนยังไม่มีการจัดการดูแลป่าที่เป็นระบบ …”

 เมื่อเกิดปัญหา ชาวบ้านก็พยายามหาทางออก เริ่มต้นจากการแก้ปัญหา “ปากท้อง” รวมกลุ่มเลี้ยงปลาในกระชังเป็นอันดับแรก และการกันไม่ให้เรืออวนรุน อวนลากเข้ามาหากินในบริเวณชายฝั่งก็ตามมา ในช่วงนั้นได้แกนนำชาวบ้านได้มีโอกาสเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนกับชุมชนในเครือข่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดตรัง จึงเริ่มมีการพูดคุยถึงแนวทางการจัดการป่าชายเลนชุมชน ให้ชุมชนได้ช่วยกันรักษา ช่วยกันดูแล มีการจัดการแบ่งพื้นที่ป่าเป็นเขตอนุรักษ์ประมาณ 1,000 ไร่ และป่าเศรษฐกิจ และจัดตั้งคณะกรรมการดูแล โดยในเบื้องต้นได้กำหนดกติกาในการใช้ประโยชน์ร่วมกันเพียงว่า หากมีการตัดไม้ไปใช้จะต้องปลูกแทนเท่านั้น

การร่วมกันทำโครงการวิจัย ครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อให้ชุมชนเห็นคุณค่า ลดการทำลาย และร่วมกันดูแลรักษาป่าชายเลนให้เป็นแหล่งอยู่อาศัยและแหล่งเพาะฟักของสัตว์น้ำของชุมชน ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านเพราะป่าผืนนี้กว้างใหญ่เกินกว่าที่ “กรรมการ” เพียงไม่กี่คนจะสามารถดูแลได้ วรรณ เสลา หนึ่งแม่บ้านคนหนึ่งในทีมวิจัย เผยถึงเหตุผลในเข้าร่วมเป็นทีมวิจัยครั้งนี้ว่า
“เราไปดูงานชุมชนที่เขาอนุรักษ์ป่าชายเลนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว เราไปเห็นแล้วก็กลับมาคุยกันว่า ป่าบ้านเราดีกว่าบ้านเขาตั้งเยอะแล้วทำไมเราไม่ช่วยกันดูแลรักษาให้ดี ก็เลยเริ่มคิดกันจริงจังขึ้นว่าน่าจะต้องหาทางจัดการป่าบ้านเราให้ดีมากขึ้น”


ในขณะที่ สหัส เสริมว่า “ที่ผ่านมาแม้ว่าเราจะยังไม่มีรูปแบบ มีกฎกติกาที่ชัดเจนนัก แต่จากการที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลสอดส่องไม่ให้เรืออวนรุนอวนลากเข้ามา มีการสอดส่องดูแลไม่ให้คนนอกเข้ามาตัดไม้ในป่าของพวกเรา ก็พบว่าความอุดมสมบูรณ์เริ่มกลับคืนมาแล้ว สาหร่ายทะเล ที่ถูกอวนรุน อวนลากกกวาดไปจนไม่เหลือ เดี๋ยวนี้มีให้ชาวบ้านได้เก็บไปขายแล้ว กุ้ง หอย ปู ปลา ก็จับได้เยอะขึ้น ไม่ต้องไปจับไกลๆ ฉะนั้นประโยชน์ของการช่วยกันดูแลป่าชายเลนนั้นเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว…”   

ในช่วงต้นของการทำงานทำวิจัย แกนนำชุมชนมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และการเก็บรวมรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับป่าชายเลนของชุมชนเป็นหลัก การมีส่วนร่วมของชาวบ้านมีความก้าวหน้าไปพอสมควรทีเดียว จากจุดเริ่มต้นที่คนเกรงว่า การอนุรักษ์จะทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้ ก็เข้าใจว่าการอนุรักษ์นั้นให้ประโยชน์ต่อการทำมาหากินของพวกเขามากกว่าเป็นอุปสรรค และตัวชี้วัดของความร่วมมือที่เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ การลดลงของ ลานเรียกนก
สมพร ใจสมุทร สมาชิก อบต.ตำบลสุโสะ หนึ่งในทีมวิจัยซึ่งเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวบ้านที่นิยมทำลานเรียกนก เล่าให้ฟังว่า  อธิบายให้ฟังว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม-มกราคมของแต่ละปีจะมีฝูงนกกวักบินมาจากทางตอนเหนือ ชาวบ้านจะทำการดักนกกวักไปขาย ด้วยการตัดไม้ให้เตียนเพื่อทำเป็นลานกว้างๆ  แล้วนำไม้ไผ่ปักขึงตาข่ายเอาไว้ แล้วเปิดเทปเสียงร้องของนกกวักเพื่อล่อนกมาติดตาข่าย ซึ่งในแต่ละคืนตาข่ายหนึ่งผืนจะดักนกได้ประมาณ 100 ตัวขึ้นไป นำไปขาย 3 ตัว 20 บาท  บางคนดักหลายผืนขายนกได้ประมาณ 1-2,000 บาทเลยทีเดียว
 “พอเรามาทำงานตรงนี้ก็ได้รู้ว่า สิ่งที่เราทำก็เป็นการทำลายป่ารูปแบบหนึ่งก็เลยเลิกทำ เพราะเราเป็นผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง ชาวบ้านอีกหลายๆ คนก็เข้าใจก็พากันเลิก ตอนนี้แทบไม่เหลือแล้ว …”  สมาชิก อบต. สุโสะ กล่าวยิ้มๆ

 ยังมีการบ้านอีกหลายอย่างที่ทีมวิจัยชุมชนและชาวบ้านสุโสะ ต้องมาร่วมกันคิดและร่วมมือกันดำเนินการต่อไป เพราะข้อมูลที่รวบรวมมา ทำให้พวกเขาพบ “ข้อเด่น” ของป่าชายเลนของตัวเองหลายประการ อาทิ  ความเป็นป่าชายเลนผืนใหญ่ที่ยังคงความสมบูรณ์มากผืนหนึ่งของจังหวัดตรัง การมีแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำที่สมบูรณ์หลายชนิดกระจายอยู่ตามพื้นที่ป่าหลายๆ จุด ไม่ว่าจะเป็น แหล่งหอยแครง แหล่งปูขี้ไก่ แหล่งปูดำ และแหล่งสาหร่ายทะเล ซากเตาถ่าน ร่องรอยของการสัมปทานป่าก็ยังมีสภาพดี นอกจากนั้นยังมี “ปลาโลมา” สัตว์น้ำน่ารักโผล่มาเล่นน้ำให้ชมในช่วงฤดูแล้งทุกปีอีกด้วย
 “เราคิดว่า นอกจากกิจกรรมอนุรักษ์แล้ว เราอาจจะพัฒนาป่าชายเลนของเราให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านระบบนิเวศของป่าชายเลนและวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านสำหรับเด็กเยาวชน ผู้สนใจ ซึ่งคงต้องหาความรู้ และช่วยกันคิดอีกพอสมควร เพราะเรื่องนี้ต้องทำร่วมกันทั้งตำบล…” สหัส เผยถึง ก้าวย่างในการพัฒนาป่าชายเลนของชุมชนของพวกเขาต่อไปในอนาคต

อาจกล่าวได้ว่า ป่าชายเลนผืนนี้ คือ “ขุมทรัพย์”  อันล้ำค่าที่ธรรมชาติมอบไว้ให้กับชุมชนสุโสะ ได้พึ่งพาหาเลี้ยงชีวิตให้สุขสมบูรณ์มาเนิ่นนานแล้วและคงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปหากชาวบ้านร่วมมือร่วมใจการดูแลรักษาอย่างแข็งขัน ไม่แน่นักว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จังหวัดตรังอาจจะมีศูนย์การศึกษาระบบนิเวศน์ป่าชายเลนและวิถีการทำมาหากินของชาวประมงพื้นบ้านที่ดีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่งก็เป็นได้