สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 14 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2556


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 
 
จากเกษตรทางเลือก….สู่ทางรอดของชาวคลองจินดา
 

 

 

 

จากเกษตรทางเลือก….สู่ทางรอดของชาวคลองจินดา

 


“ ผักเรานั้นแสนถูก   เพราะเราปลูกด้วยใจ”  

               คงเป็นวลีที่คุ้นหูของลูกค้าผักปลอดสารพิษ ของกลุ่มเกษตรกรยั่งยืนคลองจินดา  จากการทำสวนเกษตรแบบปลอดสารเคมี โดยการให้ธรรมชาติพึ่งพิงกันเอง   มานานกว่า ๕  ปี   แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนเล็กๆ แต่ทว่า ได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการ ใช้ความรู้ ภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษในการจัดการสวนเพื่อผลิตผัก ผลไม้ที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดให้เกิดสุขภาวะที่ดีของตนเอง และคนในชุมชนได้ นอกจากนี้ สวนเกษตรนั้นยังเป็นเสมือนห้องเรียนที่ร่มรื่น มีพืชพันธ์ไม้หลากชนิดเป็นตำราที่มีชีวิต และมีเจ้าของสวนเป็นครูผู้เติมเต็มความรู้และมอบประสบการณ์ที่ดี ให้กับผู้ที่ใฝ่รู้


รวมกลุ่มสร้างสุข... ด้วยเกษตรนอกกรอบ
              ต. คลองจินดา อ.สามพราน จ. นครปฐม  เป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีดิน น้ำ อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การปลูกผัก ผลไม้เป็นอย่างมาก แต่หลายสิบปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี โดยพบว่า มีการใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง   สูงถึง ๗๐  ล้านบาทต่อปี ตลอดระยะเวลาดังกล่าวสุขภาพของคนในชุมชนกลับถดถอย สภาพแวดล้อมย่ำแย่  ด้วยความตระหนักรู้ในปัญหาที่ชุมชนประสบอยู่ ในที่สุดจึงมีการรวมตัวกัน เข้าสู่วิถีแห่งเกษตรปลอดสารพิษ ในนามของ  กลุ่มเกษตรกรยั่งยืน คลองจินดา  มีสมาชิกเพียง ๑๐  ครอบครัว  ในจำนวน  ๒,๐๐๐ ครัวเรือน ของชุมชนคลองจินดาทั้งหมด   มีการปลูกผักหลากชนิดเพื่อให้เกิดการพึ่งพิงกันตามธรรมชาติซึ่งเป็นแนวคิดหลักของกลุ่ม แต่วิธีการจัดการภายในสวนก็ต่างกันไปตามความถนัดและสภาพพื้นที่ “  การเกษตรส่วนใหญ่ใช้สารเคมีมาก   พอเราได้เรียนรู้ว่ามันเป็นอันตรายต่อตัวเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม จึงมีการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้น การปรับตัวเข้าสู่เกษตรแบบปลอดสารพิษต้องใช้เวลา  ดังนั้น   สวนของสมาชิกในกลุ่มจึงมีอยู่ ๓ รูปแบบ คือ สวนที่ลดการใช้สารเคมี  สวนที่เลิกใช้สารเคมี และเมื่อสามารถปรับตัวได้ก็จะนำไปสู่สวนที่ปล่อยให้ธรรมชาติดูแลกันเองโดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ใส่ยา ได้ในที่สุด  ”นาง ชุติมา น้อยนารถ แกนนำกลุ่ม เล่าให้ฟัง 
              นอกจากนี้ ยังเล่าถึงวิถีการพึ่งพิงของพืชว่า   “  สวนเกษตรที่มีความหลากหลายของพืชผักนั้น เป็นองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างหนึ่งที่ได้รับมาจาก  จากปู่ย่าตายาย ที่เล่าให้ฟังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเกี่ยวกับการเรียนรู้พันธุ์พืช  ชีวิตแมลง และ วิถีธรรมชาติที่พึ่งพากัน เช่น   การปลูกใบพลูกับต้นทองหลาง เมื่อใบทองหลางร่วงลงดินแล้วย่อยสลายต่อไปทำให้ดินอุดมสมบูรณ์พลูจะงามสะพรั่ง   หรือการพึ่งพากันของมะนาวกับต้นกระถินณรงค์  มะนาวเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง กระถินณรงค์มีคุณสมบัติดูดซับน้ำทำให้เกิดความพอดี และใบกระถินที่ร่วงลงน้ำก็เป็นปุ๋ยได้ โดยการโกยเลนมาใส่ไว้ที่ใต้ต้นมะนาวทำให้ได้มะนาวลูกใหญ่เปล่งปลั่ง นอกจากนี้ การปลูกต้นพริกไว้ใกล้ต้นกล้วยเป็นการคืนสมดุลให้แก่กันและกันของพืช  เนื่องจากพริกนั้นมีความเผ็ดร้อนต้นกล้วยนั้นมีน้ำมากสามารถให้ความเย็นจึงจะสังเกตเห็นได้ว่าพริกเป็นพืชที่ชอบน้ำ  ”   
               สิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ลองผิดลองถูกเรื่อยมา จนในที่สุดได้ค้นพบว่า ความสมดุล  คือ  สิ่งที่ธรรมชาติต้องการ  ดังนั้น เมื่อสวนเหล่านี้ปราศจากสารเคมี ระบบนิเวศจึงเข้าสู่ภาวะปกติ  ไม่น่าแปลกใจ  หากยามค่ำคืนจะมีหิ่งห้อยตัวน้อยนับร้อยๆตัวกลับมา เปล่งแสงระยิบระยับ หลังจากที่ภาพเหล่านี้ได้เลือนหายไปจาก คลองจินดา มานานหลายปี  

 


ศึกษาเรียนรู้...สร้างความเข้าใจ ...ขยายตลาดผักปลอดสาร
             แม้มีภูมิปัญญาแต่ กลุ่มเกษตรกรฯยัง ประสบปัญหาด้านการตลาด เพราะผลผลิตจากสวนปลอดสารพิษนั้นจะไม่สวยงาม  ยกตัวอย่างเช่น   ผักมีรู  ใบแกร็น ผลไม้ลูกเล็ก จึงถูกโก่งราคาจากพ่อค้าคนกลาง  ทางกลุ่มได้ตัดสินใจศึกษาหาความรู้ด้านการตลาด ด้วยการทำวิจัยเรื่อง “รูปแบบการตลาดที่เหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรแบบยั่งยืน ต. คลองจินดา” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาค เมื่อปี 2545   ทั้งนี้ เกษตรกรจึงนำพืชผลจากสวนไปขายเอง ตามตลาดต่างๆ  โดยมีการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง ชุติมาเล่าให้ฟังว่า “เนื่องจากผักปลอดสารพิษที่เราขายจะมีราคาสูงกว่าในตลาดเล็กน้อย แต่ราคาเราคงที่ เช่น กล้วยหวีละ 15 บาทตลอด จะไม่มีการลดราคาและเพิ่มราคา  แต่ลูกค้าก็ไม่บ่นเพราะเรามักจะบอกลูกค้าเสมอว่า ผักผลไม้ของเราปลูกเอง ขายเอง ปลอดภัยแน่นอน อย่างผักบางชนิด เช่น ผักหวาน ขจร ที่ลูกค้าบางคนกินไม่เป็นก็จะบอกสูตรอาหารให้ไปทำด้วยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางที่ใส่ใจในสุขภาพ ”   จากการทำงานวิจัยเรื่องการตลาด ทำให้ทุกวันนี้กลุ่มเกษตรฯมีตลาดรองรับสินค้า และลูกค้าขาประจำ อยู่ ๓  แห่งหลักๆด้วยกัน คือ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว และ ปฐมอโศก จ. นครปฐม    ผักขายดีมากแต่ทางกลุ่มเกษตรกรผลิตตามกำลังเท่านั้น ที่สำคัญไม่มีการตีตราความปลอดภัยจากหน่วยงานใดแต่การันตีด้วยความซื่อสัตย์ของผู้ผลิต 
              เมื่อการตลาดขยายตัวขึ้นจึงทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น นอกจากนี้  สวนเกษตรปลอดสารของกลุ่มเกษตรกรคลองจินดาได้ปรากฏตามสื่อต่างๆ  ทำให้ สถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในท้องถิ่นและภายนอกให้ความสนใจที่จะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้   มีนักเรียน นักศึกษาเข้ามาศึกษาเรียนรู้ เรื่องระบบนิเวศ  ระบบการตลาดชุมชน ค่อนข้างมาก “ทุกครั้งที่มีคนมาเยี่ยมที่สวน   จะเล่าเรื่องวิถีการพึ่งพิงของพืชพรรณชนิดต่างๆให้ฟัง รวมไปถึงเรื่องระบบนิเวศ   เด็กนักเรียนจะชอบฟังเรื่องวิถีชีวิตของแมลงที่อยู่ในสวน   พวกเรามีความยินดีที่นอกจากสวนนี้จะเป็นวิถีชิวิตของเราแล้วยังสามารถจะเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้กับคนอื่นๆด้วย”   บุญเสริม   แก้วมาลัย เล่าให้ฟัง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  
               หากไม่มีความตระหนักว่าการใช้สารเคมีนั้นก่ออันตรายที่ร้ายแรงแก่ตนเองและผู้อื่นมากเพียงใด และขาดคุณธรรมจริยธรรมในการผลิตแล้วผลเสียก็จะกบับมาที่ชาวคลองจินดาซึ่งจะป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี  ทรัพยากรเสื่อมโทรม ทั้งดินและแหล่งน้ำ  แต่ด้วย ความรู้และเหตุผลในการเลือกทางเดิน ของชุมชนที่เริ่มจากคนกลุ่มเล็ก ๆ  ที่เปี่ยมไปด้วยตั้งใจ  ความซื่อสัตย์  การไม่ผลิตเกินกำลังที่ตัวเองมีโดยไม่ไปเร่งการเจริญเติบโตของพืชผักด้วยการใช้สารเคมี  และมีชีวิตอยู่บน ความพอประมาณ  ทั้งนี้  สมาชิกทุกคนหวังว่ากลุ่มจะมีเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปสู่สุขภาวะที่ดีของคนคลองจินดาทุกครัวเรือนและผู้บริโภคทุกคน   สิ่งสำคัญที่สุด  คือการได้สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้แก่ชุมชนแล้วด้วยการพิสูจน์ให้เห็นถึง “ความสุข”   ในการเกษตรวิถีธรรมชาติ    ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง   ท่ามกลางสังคมเกษตรที่นำสารเคมีมาใช้มากขึ้นทุกขณะ