สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)

          จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติกองทุน สนับสนุนการวิจัย พ.ศ. 2535 มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ อยู่นอกระบบราชการในกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์ "เพื่อสนับสนุนการวิจัยที่จะนำ ไปสู่การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การปกครองเทคโนโลยี และวิชาการของประเทศ" ในปัจจุบัน สกว. ได้ สนับสนุนโครงการวิจัยไปแล้วกว่า 1,700 โครงการ วงเงินมาก กว่า2,000 ล้านบาท มีนักวิจัยและผู้เกี่ยวข้องในโครงการต่าง ๆ ประมาณ 5,000 คน และมีผลงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์แล้วจำนวนมาก
 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ฝ่ายวิจัยท้องถิ่น


ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2541 สกว. ได้จัดตั้ง "สำนักงาน สกว. ภาคเหนือ" ขึ้น เพื่อหารูปแบบ ใหม่ในการสนับสนุนงานวิจัยที่จะสามารถตอบสนองท้องถิ่นได้ทันกับกระแสความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังเกิดขึ้น อย่างรวดเร็วและหลังจากการทำงานเกือบ 2 ปีได้รูปแบบที่ชัดเจนในการทำงาน แล้วคณะกรรมการนโย-บายกองทุนสนับสนุนการวิจัย จึงได้อนุมัติให้จัดตั้ง "สำนักงาน สกว.ภาค" ขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2543 เพื่อประสาน "การวิจัยเพื่อท้องถิ่น" ทั่วประเทศหลักการสำคัญของการวิจัยเพื่อท้องถิ่นก็คือ "การตั้งโจทย์วิจัย และสนับสนุนงานวิจัย ตามความ ต้องการของชุมชนท้องถิ่น" ไม่ใช่ตามความต้องการของรัฐ หรือ ตามความสนใจของนักวิจัย ทั้งนี้ งานที่ สนับสนุนจะไม่จำกัดสาขาวิชา กลุ่มคน หรือองค์กร ที่เสนอ เป้าหมายใหญ่ของการวิจัยคือให้ได้ผลงานวิจัยที่ชุมชนท้องถิ่นนำไปใช้ได้ และ ทำให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชนขึ้นจากกระบวนการทำวิจัยนั้น

"ความเข้มแข็งของชุมชน" หมายถึงการมีกลุ่มประชาชนรวมตัวกันด้วยจิตสำนึกร่วมกัน มีบทบาทและขีดความสามารถในการจัดการเรื่องต่าง ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของตน บน พื้นฐานของสิทธิร่วมกันอย่างเท่าเทียมและพึ่งพาตนเองได้ โดยอาศัยองค์กร/กลไก/กระบวน การ และกิจกรรมหลหลายที่กลุ่มประชาชนจัดขึนในลักษณะหุ้นส่วนที่เกิดจากความรัก ความสมานฉันท์ และเอื้ออาทรต่อกัน เครือข่าย ในแนวราบและเป็นองค์รวม
(ดร. ยิ่งยง เทาประเสริฐ, 2542)

 

   

ทำอย่างไรให้ชุมชนท้องถิ่นได้ใช้งานวิจัย..?

การตอบคำถามข้างบนนี้เป็นเป้าหมายสำคัญของการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ริเริ่มขึ้นในภาคเหนือเมื่อเดือนตุลาคม 2541และปัจจุบันกำลังขยายงานไปทั่วประเทศประเด็นสำคัญก็คือจะสนับสนุนงานวิจัย "แบบใหม่" ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศจะได้ "ใช้" งานวิจัยโดยตรง ให้งานวิจัยนั้นตอบคำถามของชาวบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม การเป็นรูปธรรม หมายความว่างานวิจัยแก้ไขปัญหาได้จริง เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงในชุมชน และคนที่เข้ามาร่วมโครงการ ได้เรียนรู้และ "เก่ง"ขึ้นและยกระดับการแก้ไขปัญหา ได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้นเพื่อทำงานต่อไป

งานวิจัยที่มีมาในอดีตถึงแม้ว่าจะเป็นประโยชน์อยู่พอสมควร แต่ดูเหมือนว่าเป็นการทำงานแบบตั้งโจทย์จากภายนอกชุมชน ตามความคิด และหวังว่าชุมชนจะนำผลงานวิจัยไปใช้ได้เมื่องานวิจัยเสร็จแล้ว แต่ข้อสรุปของนักวิชาการมักจะไม่เป็นรูปธรรมพอที่จะนำไปใช้ได้ อีกที
งานก็มักจะหยุดตามไปด้วย ในขณะที่ชาวบ้านผู้อยู่กับพื้นที่ รู้ปัญหาดีกว่าคิดเองได้แต่ไม่เป็นระบบ นอกจากนั้นหูตายังไม่กว้างขวาง การทำงานจึงมักแก้ปัญหาไม่ได้ผลการวิจัยแบบใหม่จึงเป็นการทำงานที่จะต้องมีการปรับตัวอย่างมากของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ชุมชนท้องถิ่น นักวิจัย นักพัฒา

ในส่วนของ นักวิจัย ต้องเข้าใจว่างานวิจัยแบบนี้ต้องไปเริ่มงานที่ "ชุมชน" ไม่ใช่ที่ตัวนักวิจัยกล่าวคือ เรื่องวิจัยต้องเป็นเรื่องหรือเป็นสิ่งที่ชุมชนอยากได้คำตอบ ไม่ใช่ทำวิจัยในเรื่องที่นักวิจัยอยากรู้ หรือใช้ชุมชนเป็น "กรณีศึกษา" เท่านั้น

ในส่วนของ แหล่งทุนวิจัย เช่น สกว. ก็ต้องเข้าใจและต้องช่วยจัดกระบวนการสนับสนุนให้ทั้งสามฝ่ายข้างบนนี้มาทำงานร่วมกัน โดยใชโครงการวิจัยเป็นจุดร่วม เพื่อให้ยั่งยืนต่อไป

สกว.เรียกงานนี้ว่า "งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น(COMMUNITY-BASED RESEARCH)" เป็นงานวิจัยแบบใหม่ที่ไม่เน้นการตีพิมพ์บทความทางวิชาการหรือเอกสารรายงาน แต่มุ่งหวังจะ "เสริมพลัง" ชุมชน ให้คนในชุมชนได้เข้าร่วมเพื่อเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่จะอยู่กับชุมชนที่ชุมชนใช้ในชีวิตประจำวันได้ "ผลงาน" สำคัญของงานวิจัยแบบนี้คือ "คน" และ "กระบวนการเรียนรู้" ของชุมชนวิธีการสำคัญก็คือ "สร้างโอกาส" ให้ชุมชนได้มาร่วมกันคิด วิเคราะห์สภาพที่เป็นอยู่ ทดลองจัดการกับปัญหาปัจจุบัน และวางแผนอนาคตโดยใช้กระบวนการที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นระบบ บนฐานของความรู้และข้อมูล รวมทั้งแยกแยะรวบรวมความรู้ที่ได้อย่างเป็นระเบียบ และสรุปบทเรียนเพื่อทำงานต่อไป อีกนัยหนึ่งคือมองว่างานวิจัยเป็น "เส้นทาง" หนึ่งที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน ส่วน "เรื่อง" ที่จะทำเรื่องใกล้ๆตัวก่อน เมื่อชุมชนมีประสบการณ์มากขึ้นจึงค่อยทำเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น ใช้ความรู้จากภายนอกมากขึ้น องค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการสร้างเสริม "พันธมิตร" หรือ "เครือข่าย" กับกลุ่มอื่นๆที่อยู่ภายนอกชุมชน เพื่อชุมชนข้อมูลและประสบการณ์ เลือกใช้ความรู้ที่มีอยู่แล้วในที่อื่น ตลอดจนร่วมกันผลักดันเรื่องบางเรื่องที่อาจเกินความสามารถของชุมชนเดียว

ยุทธศาสตร์และเป้าหมายขององค์กร

เน้นสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภายใต้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยนำผลงานวิจัยไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ (เน้นกระบวนการ)

เน้นสนับสนุนงานวิจัยที่มีเนื้อหาอันเป็นประเด็นปัญหาสำคัญของท้องถิ่นและมุ่งพัฒนากลุ่มประเด็นงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว เพื่อนำไปสู่การสังเคราะห์และเชื่อมโยงองค์ความรู้จากฐานงานวิจัยเดิมไปในพื้นที่สู่การทำงานร่วมกับกลุ่มก้อน (Cluster) การวิจัยรวมทั้งเครือข่ายในท้องถิ่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขตพื้นที่การศึกษา กลุ่มเกษตรกร องค์กรชุมชน ฯลฯ (เน้นประเด็นเชื่อมโยง)

เน้นการทำงานกับนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ผ่านกระบวนการวิจัย และมีงานที่เป็นรูปธรรมมาแล้ว โดยมุ่งขยายแนวคิดงานวิจัยเพื่อสร้างเครือข่ายของ “คนวิจัย” รวมทั้งหนุนคนวิจัย เพื่อทำหน้าที่เป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้จากกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นร่วมกับเครือข่ายของงานพัฒนาท้องถิ่น (เน้นคนวิจัย)

เน้นการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เฉพาะ (Area – Based Research) ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคมของชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ โดยการสนับสนุนให้เกิดโครงการวิจัยที่หลากหลายรูปแบบและมีความเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์การทำงานของพื้นที่ รวมทั้งการทำงานเชื่อมโยงกับองค์กรต่างๆ ในพื้นที่

เน้นการเผยแพร่ความรู้สู่สังคมโดยการสรุปบทเรียนและสังเคราะห์ความรู้จากการทำงาน รวมทั้งมุ่งจัดการความรู้ที่ได้จากงานวิจัยในพื้นที่สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ของท้องถิ่น (เน้นการสื่อสารกับสาธารณะ)

 

ลักษณะสำคัญของโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น

1) เป็นโจทย์ที่ชุมชนหรือคนในท้องถิ่นเห็นว่ามีความสำคัญ และอยากจะค้นหาคำตอบร่วมกัน
2) ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการค้นหาคำตอบร่วมกัน
3) มีการปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา หรือเสนอทางเลือกให้กับท้องถิ่น
4) เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ และเป้าหมายขององค์กร

จะเริ่มงานวิจัยได้อย่างไร?
          ชุมชนท้องถิ่นที่สนใจขอรับการสนับสนุนควรเริ่มจากการทำ “เอกสารเชิงหลักการ” ประมาณ 4-5 หน้า นำเสนอให้กับศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่ (Node) หรือนำเสนอต่อ สกว.สำนักงานภาค ในกรณีพื้นที่ที่ไม่มี Node และเมื่อ Node หรือ สกว.สำนักงานภาค ได้รับเอกสารเชิงหลักการแล้ว จะพิจารณาขั้นต้น และแจ้งผลให้ผู้เสนอโครงการทราบ หรือเชิญผู้เสนอมาหารือรายละเอียดของโครงการ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสาร

เอกสารเชิงหลักการ

  1. ชื่อโครงการวิจัย
    ตั้งตามประเด็นปัญหา /ข้อสงสัย / เรื่องราว ที่ต้องการศึกษา / เรียนรู้ / ค้นหาคำตอบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยต้องเป็นไปตามความต้องการของชุมชน
  2. ความเป็นมาของเรื่องที่ต้องการทำวิจัย
    สภาพการณ์ปัญหา ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่ไหน/ อย่างไร? ที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขปัญหาโดยใครหรือไม่/อย่างไร? จนถึงปัจจุบันสภาพปัญหาเป็นอย่างไร? หากไม่หาทางแก้ไขแล้วจะเกิดผลเสียอย่างไร?
  3. คำถามวิจัย / วัตถุประสงค์
    ในการทำวิจัย ต้องการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบ หรือต้องการแก้ปัญหาในเรื่องใด/ เพื่ออะไร?
  4. แผนงาน และวิธีการศึกษา
    เพื่อให้สามารถตอบข้อสงสัย หรือแก้ปัญหาได้
    มีแนวทางทดลองทำเพื่อนำไปสู่การหาคำตอบ หรือ แก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวอย่างไร/ มีใครมาร่วมทำงานบ้าง/มีการดำเนินกิจกรรมอะไร/เมื่อไหร่?
  5. งบประมาณ และระยะเวลาดำเนินงาน
  6. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  7. ข้อมูล / ประวัติย่อ หัวหน้าโครงการ และทีมวิจัย พร้อมที่อยู่ / โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้


รูปแบบการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

การวิจัยเพื่อท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้ 2 ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้

1) การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เป็นงานวิจัยที่มีลักษณะสมบูรณ์ตามแนวความคิดการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทั้งในเชิงเนื้อหาและเชิงกระบวนการ ภายใต้หลักการว่า “เป็นปัญหาของชาวบ้าน ชาวบ้านเป็นทีมวิจัย และมีปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา” โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 2 ปี งานวิจัยแบบนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยที่เน้นกระบวนการในการทำความเข้าใจและหาทางเลือกในการแก้ปัญหาสังคมในทุกประเด็น โดยที่ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดประเด็น วิเคราะห์ และใช้ผลสรุปจากการวิจัยไปสู่ทางเลือกของการแก้ไขปัญหา

2) การวิจัยเพื่อสร้างทางเลือกของท้องถิ่น เป็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นรูปแบบใหม่ที่พัฒนามาจากแบบแรกเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการ และสอดคล้องกับศักยภาพของท้องถิ่นและกลุ่มคนซึ่งมีหลากหลายระดับ หรือเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม เป็นการเริ่มต้นทดลองทำงานวิจัยอย่างง่ายๆ โดยใช้ระยะเวลาดำเนินไม่มากนักประมาณ 3 – 6 เดือน หรือไม่เกิน 1 ปี งานวิจัยแบบนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเพื่อใช้กระบวนการพัฒนาโจทย์วิจัยและการถอดความรู้จากการทำงานพัฒนาของชุมชน รวมถึงการเตรียมชุมชน เตรียมทีมวิจัยชาวบ้าน และนำไปสู่การวางแผนและแก้ปัญหาในเบื้องต้น

แนวทางการขยายผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
           ด้วยเจตนารมณ์ที่จะให้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จึงมีแนวทางการเชื่อมโยงฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสู่ภาค/ส่วนต่างๆ ดังนี้

  • สถาบันการศึกษา โดยการพัฒนาระบบการบริหารจัดการงานวิจัย การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้เป็นฐานบริการวิชาการแก่ชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งเป็นสถาบันทางสังคมที่เอื้อประโยชน์กับชุมชนอย่างแท้จริง

  • องค์กรภาครัฐ/หน่วยงานราชการ การขยายผลดำเนินการโดยเน้นการสนับสนุนเครื่องมือ “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เพื่อร่วมดำเนินงานและโครงการที่หน่วยราชการได้ปฏิบัติในชุมชนท้องถิ่นที่มีชาวบ้านเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน และมีจุดเน้นที่มุ่งให้เกิดการแก้ปัญหา การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตามขีดความรับผิดชอบตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ดังนั้น “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” จึงเป็นเครื่องมือทำงานที่สำคัญในการบริหารงาน และจัดการระบบบริการสาธารณะตามมาตรา 16 ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรกิจการสาธารณะ มีบทบาทเป็นกลไกการเชื่อมโยงเครือข่ายของชุมชนในการเข้าร่วมทำงาน ร่วมสัมมนา ร่วมเรียนรู้ด้วยกัน และเครื่องมือ “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” ถือว่าเป็นการวางรากฐานการทำงาน การเชื่อมโยงให้พหุภาคี และองค์กรท้องถิ่นได้ร่วมทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายและยุทธศาสตร์ขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น

กลับขึ้นข้างบน