สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 14 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2556


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 
รหัสโครงการที่เกี่ยวข้อง : RDG51E0075
“ตอมสตึง” การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมด้วยวัฒนธรรมชุมชน

“ตอมสตึง” การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมด้วยวัฒนธรรมชุมชน (RDG51E0075)

การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ ด้านชุมชน

 

           “ตำบลตาเบา” เป็นชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการขุดลอกลำห้วยเสนงตั้งแต่ปี 2538 ที่ส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติของคนในชุมชนที่เคยพึ่งพามาเนิ่นนาน เนื่องจากการขุดลอกทั้งผิวหน้าดิน  ขุดต้นไม้ริมฝั่ง   อีกทั้งปลูกต้นยูคาลิปตัสแทนไม้ธรรมชาติ ผลที่ตามมาคือ พื้นที่นี้กลายเป็นลำห้วยหัวโล้น ปลาไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ชาวบ้านขาดที่ทำมาหากิน 

            ในความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีสิ่งดีๆ ที่หลงเหลืออยู่ คือ วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ที่สืบต่อกันมา ที่กลายเป็นต้นทุนสำคัญในการทำวิจัย ในโครงการวิจัยเรื่อง การศึกษาและประยุกต์ใช้วัฒนธรรมชุมชนเขมรในการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำห้วยเสนง กรณี ชุมชนตาเตียว  ต.ตาเบา  อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ที่มี คุณหัตถศึกษา สัญจรดี เป็นหัวหน้าโครงการ โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งจะสะท้อนแนวทางการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับวิถีของชุมชน คติชุมชน จึงจะก่อเกิดความยั่งยืนอย่างเป็นจริง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่คนในชุมชนจะได้ทบทวนและสืบค้นประวัติศาสตร์ของตนเองเพื่อค้นหารูปแบบและแนวทางในการจัดการ การฟื้นฟู การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ บนพื้นฐานทางวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อของชุมชน อันจะก่อให้เกิดความมั่นใจและเกิดสำนึกท้องถิ่น ในการปกป้องทรัพย์สินของคนในชุมชนร่วมกัน    

       

         ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับผู้รู้ในชุมชน จึงหยิบยกประเพณี “ตอม” ในเดือน เมษายน เข้ามาจัดการทรัพยากร  ประเพณี“ตอม” จะถือเป็น “แคตอม” เป็นห้วงเวลาที่ทุกคนจะงดเว้นจากการงานที่ทำอยู่แล้วเสียสละเวลาอุทิศตนไปช่วยงานสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวัด สร้างศาลา ขุดบ่อ ถมที่ หรืองานอื่น ๆ ตามแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านจะปรึกษาหารือกับชุมชน

            เมื่อย่างเข้าสู่ “แคแจตร์” หรือ “เดือน 5” ทางจันทรคติ นักวิจัยจึงนำวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำห้วยเสนง จึงเกิดเป็นกิจกรรม ตอมสตึง ขึ้น เพื่อการจัดการทรัพยากรด้วยวัฒนธรรม โดยในงานตอมสตึง มีนายอำเภอปราสาท นายไตรสิทธิ์ กงจักร ให้เกียรติมาร่วมพร้อมทั้งกล่าวเปิดงาน จากนั้นเป็นการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “วัฒนธรรมกับการจัดการทรัพยากร” โดยพระครูโสภณ บุญญกิจ รองเจ้าคณะอำเภอปราสาท ซึ่งตอนหนึ่งในการปาฐกถาครั้งนี้ท่านได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้วัฒนธรรมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติว่า

          “การดูแลรักษาทรัพยากร ดูแลธรรมชาติถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะธรรมชาติทุกอย่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ดิน น้ำ ป่า สัมพันธ์กัน ไม่มีดินก็ไม่มีป่า ไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำ ไม่มีน้ำชีวิตผู้คนก็ไม่มี เพราะผักปลาอาหารไม่มี ฉะนั้นงานบุญวันนี้จึงเป็นงานสำคัญที่ทำให้เราได้มองเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่ พอเห็นความสำคัญแล้วเราก็ต้องช่วยกันดูแลรักษาไม่ใช่เฉพาะวันนี้แต่ต้องทำต่อเนื่องให้เป็นประเพณีร่วมกัน”

 

  ในเวลาต่อมามีการเสวนา ว่าด้วยเรื่องราวของการฟื้นฟูอนุรักษ์ลำน้ำห้วยเสนง โดยมีผู้รู้จากหลายส่วนเข้ามานั่งแลกเปลี่ยน ถกเถียง ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนนักวิจัยชาวบ้าน ตัวแทนองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชนที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่ จากนั้นจึงเป็นการทำบุญเพื่อสายน้ำ มีการปล่อยพันธุ์ปลาปลูกต้นไม้บวชป่า

นอกจากกิจกรรมในทางเนื้อหาวิชาการแล้ว ภายในงานยังมีบริการนวดแผนโบราณจากกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ ขณะที่เด็ก ๆ ก็สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการวาดรูประบายสี และที่ได้รับความสนใจไม่น้อยไปกว่ากันก็คือการสอนทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ ซึ่งงานนี้นอกจากจะได้ผ้าเช็ดหน้าลายสวยไปอวดเพื่อน ๆ แล้ว ยังได้ความรู้ติดตัวเอาไปลองทำที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการคัดเลือกเปลือกไม้มาเป็นแม่สี การมัดลวดลายแบบต่าง ๆ ไปจนถึงการย้อมสีให้กลายเป็นลายสวยๆด้วยตัวเอง

   ในช่วงบ่ายหลังอิ่มหนำกับอาหารมื้อเที่ยงแล้ว บนเวทีเล็ก ๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่ยังคงมีวง
กันตรึมพื้นบ้านมาบรรเลงขับขาน ขับกล่อมให้ฟังในหลายบทเพลง ในขณะที่ด้านหลังเวที หลายคนต่างเฮโลพากันไปยืนอออยู่ริมฝั่งน้ำเพื่อเฝ้ารอดูการละเล่นพื้นบ้านที่เรียกกันว่า
“ปาง”  หลังพิธีขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลลำห้วยเสร็จสิ้นลง ความครึกครื้นก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อบรรดาแม่เฒ่ากลุ่มใหญ่ พากันเดินลงลำห้วย ก่อนจะแหวกว่ายไล่คว้าไล่จับกันเป็นที่สนุกสนาน เรียกเสียงเชียร์เสียงหัวเราะจากลูกหลานได้เกรียวกราว  

สำหรับกิจกรรมสุดท้ายของงานบุญครั้งนี้เป็นการผูกแขนมัดใจแก่ผู้ที่เข้ามาร่วมงานบุญทุกคน หลังจากด้ายไหมพรมสีเหลืองถูกแจกจ่ายจนทั่วทั้งงาน เสียงอวยชัยให้พรจากบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับการบรรเลงบทเพลงกันตรึมในท่วงทำนองหวานเศร้า จนทำให้บรรยากาศอบอุ่นไปทั่วทั้งงาน ในช่วงนั้นถึงแม้แดดจะร้อน ทว่าเสียงอวยชัยให้พรที่คลอมากับเสียงซอแว่วหวาน ก็ดูจะทำให้แดดแรงที่ว่าร้อนในบ่ายนั้นกลับไม่เหลือความร้อนอีกต่อไป

 

   จากการทดลองจัดกิจกรรมทำให้พบว่า หลายชุมชนได้เห็นความสำคัญ และได้เข้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง  โดยมีการร่วมอนุรักษ์ธรรมชาติร่วมกัน เช่นการร่วม ปลูกต้นไม้  ร่วมกันทำวังปลา (ทำที่ปลาว่างไข่) การสืบชะตาสายน้ำ  (ร่วมละลึกนึกถึงบุญคุณของลำน้ำ ) นอกจากนั้นยังฟื้นประเพณีที่ใช้สายน้ำ เช่น การเล่นปาง  (เล่นเพื่อเป็นการเสี่ยงทายว่าปีนี้ฝนฟ้าจะตกต้องตามฤดูกาลหรือเปล่า) ซึ่งในการจัดงานในวันนั้น มีผู้เฒ่าผู้แก่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และมีการผูกแขนมัดในตอม  ผู้เฒ่าบางท่านถึงกับน้ำตาไหลเพราะคิดถึงอดีต ที่ท่านเคยใช่ชีวิตร่วมกับสายน้ำแห่งนี้  ไม่คิดว่าในปัจจุบันนี้จะมีประเพณีแบบนี้ขึ้นมาอีก บางท่านก็ถามว่าใครหนอช่างคิดที่จะฟื้นการละเล่นแบบนี้ขึ้นมา  ท่านบอกว่า ถ้าไม่มีคนคิด และสืบทอดประเพณี วัฒนธรรมเหล่านี้  ประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ก็คงจะตายตามท่านไปในไม่ช้า

เชษฐา  สง่าพันธ์

ผู้ช่วยผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานฯ จังหวัดสุรินทร์

ผู้เขียน

ข้อมูลโครงการ : ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
 
วันที่บันทึก : 1/9/2554