สื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หนังสือ จดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สื่อ Multimedia Gallery รบบรวมรูปภาพ Gallery รบบรวมรูปภาพ
 
     

 
 
 

ปีที่ 15 ฉบับที่ 6
พ.ย - ธ.ค 2557


เวทีฟอรั่ม การอ่านยโสธร
เวทีเปลี่ยนความคิด สร้างอิสระแห่งการเรียนรู้ : สตูล
บทเรียนความสำเร็จ : กลไกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนสู่สังคมเป็นสุข
 
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
 
ท่องเที่ยววิถีไทย
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนราธิวาส
การท่องเที่ยวโดยชุมชน
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคอีสาน
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.สมุทรสงคราม
 
 




 

 
รหัสโครงการที่เกี่ยวข้อง : PDG49S0013
น้ำหมักว่านหางช้าง…สรรพคุณทางยาที่น่ามหัศจรรย์

 

น้ำหมักว่านหางช้าง…สรรพคุณทางยาที่น่ามหัศจรรย์

การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ ด้านสุขภาพ (PDG49S0013)

 

                ว่านหางช้าง… คือ  กล้วยไม้ชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ว่านเพชรหึง  เป็นกล้วยไม้เฉพาะถิ่นของจังหวัดพังงาและระนอง  มีลักษณะลำต้นยาวประมาณ 1-2  เมตร  มีใบเล็กเรียวยาว  ออกดอกเป็นช่อ ประมาณ 120-170  ดอก  มีสีเหลืองลายจุดม่วงเม็ดมะปราง 

                จากโครงการวิจัยเรื่อง ศึกษาการเพาะกล้วยไม้ว่านหางช้างด้วยเทคโนโลยีชาวบ้านเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนบ้านบางติบ ที่มีนายสมพงษ์  ประสารการ  หัวหน้าโครงการวิจัยศึกษา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ความรู้การเพาะขยายพันธุ์กล้วยไม้ว่านหางช้างด้วยเทคโนโลยีชาวบ้าน  อีกทั้งศึกษาพัฒนาการเพาะกล้วยไม้ว่านหางช้างจำหน่ายเป็นสินค้าเศรษฐกิจชุมชนบางติบ แต่เมื่อทำวิจัยจนจบโครงการแล้ว นอกจากองค์ความรู้ในการเพาะกล้วยไม้ว่านหางช้างด้วยเทคโนโลยีชาวบ้านแล้วยังพบองค์ความรู้ด้านสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย   

                น้ำหมักว่านหางช้าง  สามารถทำให้คนป่วยเดินไม่ได้กลับมาเดินได้อีกครั้ง  จากประสบการณ์จริงของนางปราณี  ประสารการ  ภรรยาของหัวหน้าโครงการว่านหางช้าง  นายสมพงษ์  ประสารการ  ที่มีอาการป่วย เดินไม่ได้ แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง  หลังจากได้เข้ามาทำงานวิจัยร่วมกับทางศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดพังงา ที่ได้นำองค์ความรู้ในสรรพคุณทางยามาทดลองทำน้ำหมักว่านหางช้าง ที่นำเอาลำต้นสดของว่านหางช้าง  5  กิโลกรัม  น้ำตาลทรายแดง  5  กิโลกรัม  และน้ำเปล่า  5  กิโลกรัม  มาหมักรวมกันไว้ในถังที่สะอาดปลอดสารพิษ  ประมาณ  1-2  เดือน  ก็สามารถนำมาดื่มได้  คุณปราณี  ประสารการ ทำการรักษาแบบนี้ ประมาณ  1  ปี  ทำให้มีอาการค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ  ค่อยๆ กลับมาเดินได้ทีละน้อยๆ จนปัจจุบันนี้สามารถเดินได้ตามปกติ ซึ่งวิธีการรักษานี้ถือว่าเป็นวิธีเกือบสุดท้ายที่ทดลองรักษา เพราะก่อนหน้านี้ได้ไปรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้วหลายขนานแต่ไม่เป็นผลจึงทดลองรักษาด้วยว่านหางช้าง ซึ่งในที่สุดก็รักษาหายเป็นปกติ    

                นอกจากนี้น้ำหมักว่านหางช้างยังมีสรรพคุณในด้านความงาม คือ การรักษาผิวหน้าที่เคยเป็นฝ้า กระ ต่างๆ ให้ค่อยๆ หายไปด้วย จากการทดลองใช้จริงและเห็นผลทำให้ชาวบ้านในชุมชนบ้านบางติบ ต่างก็หันมาให้ความสนใจกับน้ำหมักว่านหางช้างกันมากขึ้น มีการขยายผล แบ่งปันสูตรน้ำหมัก เพื่อจะนำไปหมักเอง เพราะชุมชนที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะปลูกว่านหางช้างกันเกือบทุกครัวเรือน 

                นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ทางสรรพคุณยาของว่านหางช้างที่ครอบครัว  ประสารการ และทีมวิจัยบ้านบางติบ ได้ค้นพบ ระหว่างการ สืบค้นข้อมูล  ซึ่งทำให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่แอบซ่อนอยู่ในชุมชน หากมีการสืบค้นอย่างเป็นระบบแล้ว อาจส่งต่อเป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นลูก รุ่นหลานสืบไป       

 

กาญจนา  สุขเกื้อ

                                                                                ผู้เขียน

 

ข้อมูลโครงการ : ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
 
วันที่บันทึก : 3/21/2014